ขึ้น-ทยอยขายบริเวณ 1540-1560 จุด และรอซื้อคืนบริเวณ 1520-1500 จุด
Market Outlook
คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ แกว่งตัวในกรอบ 1520-1560 จุด รอฟังผลการประชุมเฟด แนะนำ ขึ้นขาย-ลงซื้อ
คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ Sideway กรอบ 1520-1560 จุด ไฮไลท์อยู่ที่ ผลประชุมเฟด กลางสัปดาห์นี้ จะเป็นปัจจัยลบ หากเฟด ตัดคำว่า “อดทนต่อการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ออกไป ซึ่งสะท้อนว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนมิย. มีความเป็นไปได้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง สินค้า Commodity ทั่วโลก (ราคาน้ำมันดิบที่ลดลง อาจเป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้) ขณะที่สัญญาอนุพันธ์จำนวนมากโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ที่เน้น Long Put และ Short Future ยังคงเป็นปัจจัย
ถ่วงดัชนีตลาดฯ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ครบกำหนดอายุสัญญาปลายเดือนนี้ ส่วนปัจจัยบวกระยะสั้นจะมาจากเม็ดเงินของกองทุน Trigger Funds (ทิสโก้ 1 พันลบ. ส่วนสัปดาห์ก่อน SCBAM 1พันลบ.) และการคาดว่าจะเกิด Window Dressing ปลายเดือนนี้
ปัจจัยที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้ ได้แก่ 1) FOMC Meeting วันพุธที่ 18 มี.ค. จับตามุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงิน 2) การประชุม ครม. 17 มี.ค. คาดว่าจะมีการพิจารณาความคืบหน้าโครงการรถไฟรางคู่ไทย-จีน หลังคณะทำงานหารือรอบที่ 3 เสร็จเมื่อ 11 มี.ค. 3) Window Dressing 4) วันพฤหัสฯ 19 มีค ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรับพิจารณา คดีทุจริตจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์หรือไม่ 5) วันศุกร์ 20 มี.ค. FTSE ถอดถอน BAY ออกจากดัชนี FTSE all-index อย่างเป็นทางการ 6) วันศุกร์ 20 มี.ค. รายงานนโยบายการเงินของธปท. คาดมีการปรับลดจีดีพีปีนี้ลง (จากเดิมคาด 4.00%)
กลยุทธ์ลงทุน : กลยุทธ์ แนะนำ ขึ้น-ทยอยขายบริเวณ 1540-1560 จุด และรอซื้อคืนบริเวณ 1520-1500 จุด ส่วนหุ้นเก็งกำไร แนะนำ Trading Buy 1.หุ้นที่มี Upward revision GL TPIPL SVI CSS TK และแนะนำขาย SINGER MK 2.หุ้น Non-Set 100 Index ที่น่าสนใจ ได้แก่ BA MTLS 3. เก็งกำไรรายวัน AAV NOK
GUNKUL
ปัจจัยต่างประเทศ
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงตามค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า หวั่นกระทบส่งออก โดยแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ยังมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร ล่าสุดอยู่ที่ 1.0495 ดอลลาร์/ยูโร แข็งค่าสุดนับตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งมีการคาดการณ์ด้วยว่าดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าหลุด 1 ดอลลาร์/ยูโร โดยโกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ยูโรจะอยู่ที่ 0.95 ดอลลาร์ ภายใน 12 เดือน และคาดว่ายูโรจะอยู่ที่ 0.85 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า
ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าหนัก มาจากการดำเนินนโยบายการเงินที่สวนทางกันของธนาคารกลางสหรัฐและยุโรป กล่าวคือ เฟดมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยกลางปีนี้ ขณะที่อีซีบี ผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างหนักด้วยการออกมาตรการ QE รอบใหม่
นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดในวันพุธนี้ ว่าจะมีการยกเลิกการใช้ถ้อยคำ “patient” (อดทนต่อการขึ้นดอกเบี้ย) หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญานต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป ซึ่งหากมีการยกเลิกถ้อยคำ ดังกล่าว เราคาดว่าตลาดหุ้นจะตอบรับในเชิงลบ และค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอีกได้
ราคาน้ำมันดิบร่วงลงรอบใหม่ โดยล่าสุด สัญญา Brent อยู่ที่ 54.36 ดอลลาร์/บาร์เรล จากช่วงต้นที่เคยอยู่เหนือระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจาก 2 ปัจจัยหลัก 1) ความกังวลต่ออุปทานที่ปรับสูงขึ้น ในสัปดาห์ที่แล้ว EIA รายงานสต๊อคน้ำมันดิบพุ่งขึ้น สู่ระดับศุงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 448.9 ล้านบาร์เรล และทางสำนักงานพลังงานสากลคาดว่าสถานการณ์อุปทานล้นจะยาวไปจนถึงช่วงกลางปีนี้ และ 2) ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในรูปดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบ
ทางเทคนิค บ่งบอกความผันผวนของดัชนีตลาดฯ จะยังคงมีต่อเนื่อง อิงรูปแบบดัชนีฯ ที่อยู่ในลักษณะลงสลับรีบาวด์ โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ เส้น SMA 10 วัน/25 วันที่ 1556/1570 จุดตามลำดับ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1530 จุด(SMA 200 วัน) และ 1520 จุด (จุดต่ำสุดเดิม) โดยการเริ่มเข้าเขต Oversold ของ Indicators ต่างๆ สะท้อนการปรับฐานเพื่อขึ้นต่อยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน (โอกาส 50%)









