“เงินบาททยอยอ่อนค่า ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลง จากความกังวลต่อการปรับลดประมาณการผลกำไรบริษัท”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาททยอยอ่อนค่าลงตามสกุลเงินอื่นๆในเอเชียที่รับข่าวการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีน และธนาคารกลางอินเดีย ประกอบกับเงินดอลลาร์ฯ ก็ได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงก่อนและหลังการประชุม ECB ซึ่งมีการเปิดเผยว่า จะเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรในวันที่ 9 มี.ค. นี้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงเป็นไปในกรอบที่จำกัดท่ามกลางสถานะซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติตลอดทั้งสัปดาห์
- อย่างไรก็ดี เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 15 ปีเมื่อเทียบกับเงินยูโร ที่ 35.63 บาทต่อยูโร ท่ามกลางแรงเทขายเงินยูโรภายหลังผลการประชุม ECB
- สำหรับในวันศุกร์ (6 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 32.42 เทียบกับระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ก.พ.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (9-13 มี.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.25-32.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยประเด็นที่ต้องจับตา คือ การตอบรับของตลาดการเงินในช่วงต้นสัปดาห์ต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ และตามมาด้วยการประชุมกนง. ในช่วงกลางสัปดาห์ (วันที่ 11 มี.ค. 2558) ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค. (เบื้องต้น) ยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.พ. รวมถึงสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจและภาคค้าส่งเดือนม.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาสัญญาณจากการเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารอื่นๆ ของ ECB ในวันที่ 9 มี.ค. และข้อมูลเศรษฐกิจจีนในเดือนก.พ. ด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ขยับลง จากความกังวลต่อการปรับลดประมาณการผลกำไรบริษัท โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,568.29 จุด ลดลง 1.18% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 4.59% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 58,647.81ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 783.25 จุด ลดลง 1.85% จากสัปดาห์ก่อน
- ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายจากความกังวลการปรับลดประมาณการผลกำไรบริษัทจดทะเบียน รวมทั้ง ความกังวลต่อการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน หลังทางการจีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้เหลือประมาณ 7% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นในวันศุกร์ จากแรงซื้อทางเทคนิครวมทั้งแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลง
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (9-13 มี.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวต้านที่ 1,584 และ 1,594 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,548 และ 1,537 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลการประชุม กนง.ในวันที่ 11 มี.ค.2558 รวมทั้ง การรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดค้าปลีก อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาการรายงานข้อมูลผลผลิตอุตสาหกรรมของจีน









