ปั้น BCP “โกอินเตอร์” ภารกิจ “นายหัวคนใหม่”

ปั้น BCP “โกอินเตอร์” ภารกิจ “นายหัวคนใหม่”

ความสำเร็จวัดที่การคว้า ตัวเลขกำไรก่อนหักภาษีค่าเสื่อมที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2563 เอ็มดีคนใหม่ "บางจาก"

เปลี่ยนผู้นำองค์กรได้เพียง 1 ปี บมจ.บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP ก็ต้องปรับโฉมเอ็มดีใหม่อีกครั้ง จากชายมาดสุขุม นุ่มลึก “จอห์น-วิเชียร อุษณาโชติ" มาเป็น “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ผู้มีความแคล่วคล่องเป็นอาวุธปประจำกาย

โดยภารกิจท้าทายของ “ชายวัย 49 ปี” คือ บริหารงานภายใต้หัวขบวนใหม่ หลัง บมจ.ปตท.หรือ PTT ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 27.22% เตรียมขายหุ้น BCP ให้กับกองทุนวายุภักษ์ และกระทรวงการคลัง 15% และอยู่ระหว่างคัดเลือกผู้ลงทุนที่สนใจในสัดส่วน 12.22% แม้ “ชัยวัฒน์” จะไม่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นลูกหม้อของปตท.แต่เขาเป็นคนสนิทของ “พิชัย ชุณหวชิร” ประธานกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม โดยในยุควิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540

“ชัยวัฒน์” เคยได้รับคำเชิญให้ไปนั่งแท่นที่ปรึกษาด้านการเงินใน BCP เพื่อออกแบบเครื่องมือทางการเงินให้กับบริษัท ด้วกยารแปลงการค้ำประกันเงินกู้ มาเป็นการค้ำประกันเงินทุน

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ดีกรีปริญญาโทวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าเส้นทางการเข้ามานั่งทำงานใน BCP ให้ฟังว่า มีโอกาสกลับเข้ามานั่งเป็นกรรมการในบริษัทอีกครั้งเมื่อ 3 ปีก่อน สมัย “ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล” นั่งเป็นเอ็มดีใหญ่ โดยดอกเตอร์ให้เข้ามาช่วยทีมบริหารวางแผนธุรกิจและออกแบบยุทธศาสตร์ ภายใต้ชื่อ 3S ประกอบด้วย

1.Security คือ การสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจต้นน้ำ (อัพสตรีม) เพื่อจัดหาแหล่งพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของภาคธุรกิจและประชาชน ถือเป็นการต่อยอดในส่วนของธุรกิจปิโตรเลียม 

2.Stability คือ ความคงเส้นคงวา เราต้องเสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานและการเงิน ด้วยการลงทุนด้านพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น พลังงานใต้พิภพ (Geothermal) พลังงานชีวมวล (Biomass) พลังงานชีวภาพ (Biogas) พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar cell)
เนื่องจากเวลาน้ำมันดิบขึ้นหรือลง ผลการดำเนินงานของบริษัทมักหวือหวาตามไปด้วย ทำให้ฐานะการเงินไม่มีความเสถียรภาพ บางปีบริษัทมีอัตรากำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม หรือ EBITDA เพียงแค่ 124 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ต่ำมาก” (ลากเสียงยาว)

“ปัจจุบันรายได้ธุรกิจสีเขียว ซึ่งเป็นวิชั่นของ “ดร.อนุสรณ์” ได้ไต่ระดับขึ้นมาแล้ว เห็นได้จากการมีกำลังการผลิตโรงไฟฟ้า 128 เมกะวัตต์ หากในอดีตเราไม่เดินธุรกิจสีเขียวมีหวังต้องเหนื่อยกว่านี้”

สำหรับ S สุดท้าย คือ Sustainability เรื่องนี้เราให้ความสำคัญมากสุด โดยบริษัทจะสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจ Non-Oil ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยเราจะพัฒนาให้เป็นรูปแบบเฉพาะ ในลักษณะ Bangchak Model ถือเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

“เราจะเดินธุรกิจต่อในวิชั่น 3S เพราะวิเคราะห์แล้วพบว่า จะช่วยสร้างความยั่งยืนต่อองค์กร แต่เราคงจะเพิ่มเติมความแข็งแกร่งเข้าไปอีก” เอ็มดีใหญ่ บอกเช่นนั้น

เขา เล่าต่อว่า ตลอดระยะ 30 ปี องค์กรแห่งนี้เติบโตได้ด้วย 2 ธุรกิจ นั่นคือ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน ฉะนั้นหากถามว่า ราคาน้ำมันที่ผันผวนเช่นนี้การเดินหน้าด้วย 2 ธุรกิจหลักยังคงทำได้หรือไม่ ขอตอบแบบนี้แล้วกัน ในช่วง 6 ปีข้างหน้า (2558-2563) เราตั้งเป้าหมายอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม หรือ EBITDA ที่ระดับ 25,000 ล้านบาท

สำหรับวิธีการเดินทางไปให้ถึงเป้าหมาย คือ เราจะเปลี่ยนช่องทางการหาเงินจาก 2 ธุรกิจ เป็น 4 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจโรงกลั่น,ธุรกิจการตลาด,ธุรกิจสีเขียว และธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งแผนนี้จะทำให้ BCP เดินหน้าได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

นายใหญ่ ยกตัวอย่างวิธีการเติบโตให้พอเห็นภาพว่า เราจะมุ่งหน้าขยายงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไล่มาตั้งแต่ขยายศักยภาพการผลิตในโรงกลั่นจาก 8.65 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เป็น 1.05 แสนบาร์เรลต่อวัน คาดว่าจะมีค่าการกลั่นเฉลี่ย 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากนั้น ก็จะขยายการลงทุนไปใน “ธุรกิจพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" (Green Power) เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงกระจายความเสี่ยงให้กับบริษัท เป้าหมายของธุรกิจ Green Power คือ ต้องมีกำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 

ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างยื่นเสนอ เพื่อทำโครงการโซล่าร์สหกรณ์ 50 เมกะวัตต์ ส่วนแผนร่วมลงทุนโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น 100 เมกะวัตต์ อาจก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2559

ขณะเดียวกันยังสนใจเข้าลงทุนในธุรกิจขั้นต้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงลงทุนผลิตไฟฟ้าจากความร้อนใต้ภิภพในประเทศอินโดนีเซียด้วย อีกทั้งยังเล็งร่วมลงทุนในสัดส่วนน้อย ในแหล่งแร่ลิเธียมในทวีปอเมริกาเหนือ

ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด ด้วยการจัดตั้งบริษัท บางจากโซลาร์เอ็นเนอร์ยี จำกัด เพื่อบริหารโครงการพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ กำลังการผลิตรวม 118 เมกะวัตต์ รวมถึงได้จัดตั้งบริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด เพื่อบริหารโครงการผลิตไบโอดีเซล จากน้ำมันปาล์มดิบ กำลังการผลิต 360,000 ลิตรต่อวัน

นอกจากนั้นบริษัทยังเข้าไปถือหุ้นบริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด เพื่อดำเนินการผลิตเอทานอลจากพืชพลังงาน โดยใช้มันสำปะหลังสด มันเส้น และน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ กำลังการผลิต 4 แสนลิตรต่อวัน

เขา เล่าต่อว่า เราจะหันมาสร้างความเติบโตให้ “ธุรกิจการตลาด” โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 6 ปีข้างหน้า ต้องมีสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 400-1,500 แห่ง เพื่อก้าวสู่ “The Most Admired Brand” ภายในปี 2563 โดยรูปแบบของสถานีบริการน้ำมันจะออกแนวมีจุดพักรถที่บริการหลากหลาย

ขณะเดียวกันต้องมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันกว่า 450 ล้านลิตรต่อเดือน นอกจากนั้นเรายังวางแผนจะขยายกำลังการผลิตในธุรกิจไบโอดีเซลจาก 3.6 แสนลิตรต่อวันเป็น 8.1 แสนลิตรต่อวัน ในปี 2559 ล่าสุดอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเอทานอลแห่งใหม่

วางงบลงทุนเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจไปจนถึงปี 2563 ไว้เท่าไหร่? เขาตอบคำถามนี้ว่า ตอนนี้วางไว้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 56% ของเงินลงทุนทั้งหมด เน้นการลงทุนในเอเชียและไทย เบื้องต้นมองการเข้าซื้อกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยเฉพาะในอ่าวไทย ปัจจุบันเจรจาอยู่ 2-3 ดีล คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

ขณะเดียวกันยังแสดงความสนใจที่จะยื่นข้อเสนอราคาสำรวจปิโตรเลียมสำหรับสัมปทานรอบที่ 21 แปลงในอ่าวไทย รวมถึงแหล่งปิโตรเลียมในอินโดนีเซียด้วย ซึ่งหากแผนงานดังกล่าวสำเร็จจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตน้ำดิบตามเป้าหมายที่ 20% ของกำลังการกลั่นในปี 2563 จากปัจจุบันที่กำลังการกลั่นเพียง 4% ของกำลังการกลั่นหลังจากเข้าลงทุนใน Nido Petroleum เมื่อปีก่อน

“จากแผนงานดังกล่าว เราเชื่อว่า ภายในปี 2563 ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะสร้าง EBITDA ประมาณ 5 พันล้านบาท ธุรกิจการกลั่นประมาณ 8 พันล้านบาท ธุรกิจกรีนพาวเวอร์ประมาณ 5 พันล้านบาท ธุรกิจไบโอดีเซลและเอทานอลประมาณ 1 พันล้านบาท”

เมื่อถามถึงแผนงานในปี 2558 “ชัยวัฒน์” บอกว่า วางเป้าหมาย EBITDA ไว้ที่ระดับ1.04 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่อยู่ 5.16 พันล้านบาท วิธีการ คือ เพิ่ม EBITDA ของธุรกิจ Non-oil จาก 145 ล้านบาท เป็นกว่า 200 ล้านบาท หรือขยายตัว 40%

ขณะเดียวกันยังขยายร้านสะดวกซื้อบิ๊กซีมินิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 100 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 92 แห่ง และขยายร้านขายกาแฟ ภายใต้แบรนด์ อินทนิลบางจาก อีก 100 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 343 แห่ง นอกจากนั้นบริษัทยังจะพัฒนาธุรกิจใหม่ คือ อินทนิล Organic หรือ Grocery Store เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น

เอ็มดีคนใหม่ ทิ้งท้ายว่า “เรายังคงความเป็นบางจากเหมือนเดิม แต่จะเพิ่มความหลากหลาย เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน”