จุดไอเดีย SME สร้าง Story บุกตลาดโลก

จุดไอเดีย SME สร้าง Story บุกตลาดโลก

เมื่อโลกเปิดทางให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีความพร้อมมาทำตลาดนอกบ้านได้ นี่คือโอกาสที่ไม่ควรมองข้ามของผู้ผลิตไทยที่จะได้ขายลิขสิทธิ์ผลงานไปทั่วโลก

“ผมเคยพูดว่า Content คือ ‘new currency’ ใครมีคอนเทนต์ ก็เปรียบเสมือนมี เงินตรา อยู่ในมือ แต่วันนี้มันไปไกลกว่านั้นแล้ว เพราะคอนเทนต์ไม่ใช่แค่เงินตรา แต่คือ ‘new monetization’ เป็นธุรกรรมทางการเงิน เป็นระบบทางการเงินระบบหนึ่งไปแล้ว”

คำบอกเล่าจาก “นพกร ทองมั่น” กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนเทนท์ แล็บ จำกัด โปรดักชั่นเฮ้าส์พันธุ์ไทย ใต้ร่ม “เจเอสแอล” ที่เชื่อในพลังของ “คอนเทนต์” ว่า ทรงอิทธิพลต่อโลกเอามากๆ

เมื่อผู้ผลิตรายการยุคนี้ ไม่ใช่แค่กำลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แต่ทว่ากำลังผลิต “เงินตรา” ด้วยพลังไอเดียของพวกเขา

“Simon Cowell ผู้คิดค้นรายการ Got Talent ที่ขายลิขสิทธิ์ไปทั่วโลก บอกว่า เพียงแค่ 1 ไอเดีย ในแต่ละปี ที่เขาขายไลเซ่นส์ออกไปได้ สามารถเลี้ยงดูพนักงานของบริษัทไปได้อีกถึง 20 ปี!”

เรื่องจริงไม่มโน ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอนเทนต์แจ่มๆ ที่จุดพลุความนิยมไปทั่วโลก ชนิดเป็น “เสือนอนกิน” ไปได้อีกหลายสิบปี ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ไม่จำกัดอีกต่อไปแล้วว่า ต้องเป็นผลงานของชาติไหน เมื่อรายการเด็ด รายการดี สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลก

“ยุคนี้ไม่ได้จำกัดเลยว่า คุณมาจากประเทศไหน อย่าง ‘Academy Fantasia’ ก็ถูกสร้างจากประเทศเล็กๆ อย่างเม็กซิโก แต่กลับมาบูมอย่างมากในไทย” เขายกตัวอย่าง

นี่ไม่ใช่แค่คำหวานที่หยอดใส่ผู้ผลิตไทย แต่ผ่านการพิสูจน์จริงมาแล้ว โดยนพกร ยกหนึ่งผลงานที่เขาเคยทำสมัยยังร่วมงานกับเอเยนซี่ดัง “กรุ๊ปเอ็ม” อย่าง “The Symptom” รายการที่นำเสนอเรื่องทางการแพทย์ในแบบบันเทิงๆ โดยนิยามตัวเองเป็น “Meditainment” (Medical + Entertainment) ซึ่งปัจจุบันเป็นลิขสิทธิ์ของกรุ๊ปเอ็ม และได้ขายลิขสิทธิ์รูปแบบรายการไปแล้วทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ ประเทศจีน

ขณะที่ “Martial Warrior” หรือชื่อไทย “ชิงฝัน แอ็กชั่นสตาร์” รายการที่คอนเทนท์แล็บสร้างฟอร์แมตและผลิตขึ้น พร้อมปล่อยออกอากาศในไทยไปเมื่อปีที่ผ่านมา ปัจจุบันได้ขายลิขสิทธิ์รูปแบบรายการไปที่เวียดนาม เพื่อทำ Martial Warrior เวอร์ชั่นเวียดนามแล้ว

สิ่งที่ไปไกลกว่า การเป็นตลาดให้ขายของ คือ พวกเขาได้จับมือ กับ บริษัท Dien Quan Media & Entertainment ผู้เล่นรายสำคัญในธุรกิจบันเทิงของเวียดนาม ขยับจากลูกค้า มาเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ” ร่วมผลิตคอนเทนต์จากภูมิภาคอาเซียน ไปเจาะตลาดโลก

ที่มาของการปรับเข็มทิศธุรกิจ จากมีตลาดไทยเป็นฐานหลัก มาเป็นเติบโตในตลาดอินเตอร์ถึง “70%” และนับจากปี พ.ศ.2560 เป็นต้นไป จะทำตลาดในไทยแค่ 10% นอกนั้น อีก 90% คือ “เงินตรา” ที่จะหาได้จากต่างประเทศ 

เขาว่า โมเดลนี้ ‘เม็ดเงินเยอะ ออกแรงน้อย’ ขณะที่การขายลิขสิทธิ์รูปแบบรายการนั้น จะเป็นเงินที่เข้าบริษัทผู้ผลิตอย่างพวกเขา “โดยตรง” ไม่ต้องแบ่งใคร และแทบไม่มีต้นทุนอะไรทั้งนั้น

ยังมีอีกสองรายการ ที่กำลังจะส่งไปแจ้งเกิดในตลาดโลก คือ ซิตคอมไร้สารพิษ “The Hospital” เกิด แก่ เจ็บ ฮา และ “Dog Talent” ด๊อก ทะเล้น รายการที่จะทำให้คนรักสุนัขได้ “ฟิน” และมีโอกาสออกรายการพร้อมกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก 

โดยปีนี้พวกเขาตั้งเป้าจะขายคอนเทนต์ไปในอีกสองประเทศ ซึ่งเน้นไปที่ตลาดเอเชียเป็นหลัก อาทิ จีน เกาหลี และไต้หวัน

แล้วต้องทำคอนเทนต์แบบไหนที่จะไป “โดนใจ” ตลาดโลก

มาดูวิธีคิดของคนที่ย้ำกับเรามาตลอดว่า

‘โปรดักชั่นเฮ้าส์ คือ ธุรกิจประเภทหนึ่ง ฉะนั้นต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สามารถแทรกตัวขึ้นมา หรืออาจล้มหายตายจากไปในการแข่งขันที่สูงได้’

เขาบอกว่า การผลิตคอนเทนต์ ต้องเอา “ความคิดเชิงพาณิชย์” มาบวกกับ “กลยุทธ์เชิงการตลาด” ต้องสร้างคอนเทนต์บนพื้นฐานของ “โอกาสทางธุรกิจ” ขณะที่ผลงานที่ทำขึ้นต้องมีมาตรฐานสูงกว่าการรับชมในประเทศไทย ต้องกล้าลงทุน และต้องเป็นการสร้างฟอร์แมต ไม่ใช่แค่จับ “กิมมิก” จับมุกแล้วมาผลิตรายการเท่านั้น เพราะรสนิยมต่างกัน ฝรั่งเขา “ไม่เก็ต”

ขณะเดียวกัน ต้องกระจ่างและแหลมคม ในธุรกิจนี้ ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมด้านนี้ของโลก เรียกว่า ไม่ใช่แค่ผลิตของดีเป็น แต่ต้องขายและกระจายต่อให้เป็นด้วย ต่อมาคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ที่ไม่ใช่แค่บรรเจิดในไทย แต่ต้องสอดรับกับรสนิยมของคนดูในแต่ละประเทศด้วย ฉะนั้นควรทำเนื้อหารายการให้เป็น “Universal”

สรุปสั้นๆ คือ ต้องคิดจากฐานของโอกาสในเชิงธุรกิจ รู้ตลาด รู้เทรนด์ เห็นโอกาสทำเงิน แล้วค่อยมาผลิตเป็นรายการดีๆ ไปตอบสนอง

“การทำให้คอนเทนต์ซัคเซส ฝรั่งเขาพูดคำนี้ คือ ‘Gut Feeling’ มันเป็นความเชื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เราเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า อันนี้เจ๋ง อันนี้โดน แต่เท่านั้นไม่พอ ต้องประกบไปกับ โพรดักชั่นดีๆ ด้วย เพราะถ้าไอเดียดี แล้วโพรดักชั่น ห่วย ก็จบ! เสียของ ขณะที่งานจะต้องเป็นระดับ ‘High End Value’ ดูหวือหวา อลังการ นั่นคือ ต้องมีการลงทุน”

แล้วเทรนด์ของคอนเทนต์โลกเป็นแบบไหน เขาว่า “ความบันเทิงที่ย่อยง่าย” ยังเป็นที่ต้องการอยู่ เรียกว่า ดูแล้วรู้สึกสนุกได้ทันที โดยไม่ต้องตีความมากมาย ขณะที่รูปแบบรายการซึ่งกำลังเป็นที่นิยม คือ เรื่อง “ความแปลก” เช่น อาชีพ หรือวิถีชีวิตที่แปลกๆ แล้วใส่ความบันเทิงเข้าไปประกบ ส่วนเทรนด์การประกวดต่างๆ ที่เคยบูมเมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา เขาว่า จะเริ่มลดความนิยมลงแล้ว

“ที่น่าสนใจ คือ เทคโนโลยี จะทำให้ระยะเวลาในการรับคอนเทนต์ของประเทศต่างๆ ร่นเร็วมากขึ้น ขณะที่ ‘รสนิยม’ ก็ถูกจูนเข้าใกล้กันมากขึ้นด้วย ช่องว่างทางรสนิยม ของแต่ละประเทศจะเริ่มลดน้อยลง ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ดีในธุรกิจคอนเทนต์”

อีกหนึ่งสัญญาณดี คือ การทำธุรกิจวันนี้ความเสี่ยงจะลดลงมาก เพราะผู้ผลิตมี “หน้าต่าง” ที่เปิดกว้างขึ้น เรียกว่า แม้คนไม่เข้าโทรทัศน์ ก็ยังมีรายการดีๆ ดูได้ทางโทรศัพท์มือถือ และบางรายการก็พร้อมจะดังเป็นพลุแตก ผ่านช่องทางออนไลน์ แสดงว่า “โอกาส” ของผู้ผลิตมีมากขึ้น

ทว่า เขาย้ำว่า คำว่า “โอกาส” จะให้ผลที่คุ้มค่าเสมอกับคนที่ “พร้อม” เท่านั้น ฉะนั้น การจะประสบความสำเร็จ จึงต้องมีการเตรียมทีมงานที่ดี มีบุคลากรที่เก่ง อ่านวิสัยทัศน์ขาด และมีการทำตลาดที่เยี่ยม

ถึงจะ “เปรี้ยง” ได้ ในเวทีธุรกิจผู้ผลิตคอนเทนต์ป้อนโลก

...........................................

Key to success
สูตรปั้นคอนเทนต์ป้อนโลก

๐ คิดจากความคิดเชิงพาณิชย์
๐ ผลิตผลงานที่มาตรฐานสูง ‘High End Value’
๐ ต้องเป็นการสร้างฟอร์แมตและขายไลเซ่นส์
๐ ผลิตงานที่ "Universal" ย่อยง่าย ไม่ต้องตีความมาก
๐ คอนเทนต์แปลกใหม่ ยังขายได้ในตลาดโลก
๐ มีบุคลากรที่เก่ง อ่านวิสัยทัศน์ขาด การตลาดเยี่ยม