วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อมตะ'ไม่หวั่นบีโอไอรื้อแผน

"อมตะ" ชี้ลูกค้ายังสนใจเข้าลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น แม้บีโอไอเปลี่ยนนโยบายสนับสนุน ชี้ต้องรอดูความชัดเจน 1-2 ไตรมาส

นายสตีเว่น ซิว ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบัญชีและการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศจีนและญี่ปุ่น ยังคงให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน แม้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ ซึ่งทางบริษัทเองก็ไม่ได้กังวลกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเชื่อว่าประเทศไทยยังมีความน่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุน

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่บีโอไอและรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญ ได้แก่ กิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (ไอเอชคิว) และกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ไอทีซี) รวมถึงการลงทุนเพิ่มในด้านการวิจัย พัฒนา และการฝึกอบรมบุคลากร และกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะ ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลอีโคโนมี โดยเฉพาะด้านซอต์แวร์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ทั้งบีโอไอและรัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในไทย

“ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ และเข้ามาเจรจาอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้วยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ไตรมาส เพื่อให้นโยบายของบีโอไอมีความชัดเจน รวมถึงดูแนวโน้มของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่างๆ สำหรับนักลงทุนที่ให้ความสนใจมากที่สุดคือจีนและญี่ปุ่น โดยจะมาจากหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ทั้งนี้บริษัทประเมินว่ารายได้ในปีนี้น่าจะใกล้เคียงกับปีก่อน เพราะปัจจุบันบริษัทไม่ได้เน้นขายที่ดินมากเหมือนแต่ก่อน” นายสตีเว่น กล่าว

ทั้งนี้ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าขายที่ดินไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ จากปัจจุบันบริษัทมีที่ดินกว่า 12,650 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่พร้อมขาย 2,850 ไร่ สำหรับงานที่รอรับรู้รายได้ปัจจุบัน มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ในปีนี้กว่า 90% พร้อมกันนี้บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท ซึ่งเงินในส่วนนี้จะมาจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) มูลค่า 4,700-5,000 ล้านบาท

“บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 4,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้สำหรับซื้อที่ดินใหม่และพัฒนา 3,800 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ในไทย 75% และในเวียดนาม 25% ส่วนงบลงทุนที่เหลืออีก 700 ล้านบาท จะใช้ในการปรับปรุงด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานของนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ประเมินว่ารายได้จากการให้บริการด้านสาธารณูปโภคในปีนี้น่าจะเติบโต 15-18%” นายสตีเว่น กล่าว

ส่วนกองรีทดังกล่าวคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงเดือน พ.ค. นี้ ขณะที่บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เตรียมเดินสายนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนช่วงเดือน ก.ค. นี้ และคาดว่าจะสามารถเข้าทำการซื้อขายได้ภายในสิ้นปีนี้ รายได้ของบริษัทส่วนใหญ่ในปีนี้จะมาจากการขายกองรีทและการนำบริษัท อมตะ วีเอ็น เข้าจดทะเบียนเป็นหลัก ขณะที่ยอดขายที่ดินน่าจะลดลง เพราะบริษัทจะเน้นด้านการปรับปรุงและพัฒนาในส่วนของนิคมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผลประกอบการของบริษัทในปี 2557 บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ ผลตอบแทนจากการลงทุน และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น ทั้งนี้เป็นเพราะการขายที่ดินซึ่งมีการโอนเมื่อไตรมาส 4 ที่ผ่านมา มีอัตรากำไรค่อนข้างสูง โดยอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในปีก่อนอยู่ที่ 51% ส่วนในปีนี้บริษัทก็ตั้งเป้าว่าจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับนั้น ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้รวมปี 2557 ทั้งสิ้น 7,856.56 เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อน มีกำไรก่อนภาษี 3,269.95 เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 2,223.97 เพิ่มขึ้น 46.74% รวมถึงมีอัตรากำไรสุทธิ 28.31% จาก 19.93% เมื่อปีก่อน