ซีอีโอโฟกัส : 'อภินันท์ เกลียวปฏินนท์'

ซีอีโอโฟกัส : "อภินันท์ เกลียวปฏินนท์" ธรรมชาติของแบงก์เล็ก ต้องเชี่ยวชาญเฉพาะ
การเป็นธนาคารขนาดเล็กที่ต้องแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ จำเป็นที่จะต้องหาจุดแข็งของตัวเองเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรที่เกิดจากการควบระหว่างธนาคารเกียรตินาคินและบล.ภัทรที่ต่างก็มีความเชี่ยวชาญต่างกันทั้งธุรกิจเช่าซื้อที่เป็นอันดับ 2 ของตลาดเช่าซื้อมือสองและธุรกิจตลาดทุนที่มีความโดดเด่นในงานวาณิชธนกิจและการลงทุนจนเกิดเป็นความหลากหลายของธุรกิจแตกแขนงออกไปกว่า 14 ธุรกิจ
ความหลากหลายในธุรกิจที่ถนัด เป็นเป้าหมายที่นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่และประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) มองเป็นยุทธศาสตร์หลักขององค์กรในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บนเงื่อนไขที่ว่าธุรกิจนั้น ๆ สามารถเกื้อหนุนกันได้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่สมเหตุสมผลสร้างผลประกอบการที่ดี และที่สำคัญต้องแข่งขันได้
“มองไป 3-5 ปีข้างหน้า เราอาจไม่ใช่ธนาคารที่ใหญ่กว่านี้มากนัก แต่อยากให้ผลประกอบการดีเหมือนที่บล.ภัทรเคยสร้างกำไรสูงสุดในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ทั้งที่ขนาดไม่ใหญ่ มีคนไม่ถึง 300 คน กำไรต่อหัวดี มันเป็นเรื่องประสิทธิภาพ เราก็อยากให้เคเคเป็นแบบนั้นบ้าง ธุรกิจที่มีอยู่ในขณะนี้อาจมีกำไรไม่ดีก็ต้องปรับประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง”
เขายอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อเช่าซื้อได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ราคารถมือสองที่ลดลงทำให้เกิดผลขาดทุนรถยึด มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นรวมถึงภาระการตั้งสำรอง ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อเหลือเพียง 67% จากอดีตที่เคยสูงกว่า 70% แต่ก็ไม่ได้ทำให้ธนาคารละทิ้งจุดแข็งนี้ไป เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปตามภาวะโดยรวมของอุตสาหกรรม และเกียรตินาคินไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดนี้
ความแข็งแกร่งในธุรกิจที่ยาวนาน มีพอร์ตสินเชื่อหลักแสนล้านจนขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ของระบบ โดยเฉพาะเช่าซื้อรถมือสองที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2-3 ในตลาด นับจากนี้คือการทำให้ธุรกิจนี้มีกำไรมากขึ้น ลดต้นทุนและคุมความเสี่ยงให้ได้ และยังมีเป้าหมายที่จะขยับตำแหน่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3-5 ของธุรกิจเช่าซื้อ
ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อไว้ที่ระดับ 6% ในเดือนแรกสินเชื่อยังชะลอกว่าที่คาดด้วยอดีตที่สินเชื่อเช่าซื้อเคยโตปีละ 30% พอชำระคืนทำให้พอร์ตหดตัวลงเร็ว ความหวังของสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อธุรกิจจะอยู่ที่การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ
ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือนเริ่มมีความสามารถชำระหนี้จำกัดและต้องมีช่วงเวลาการลดภาระของกลุ่มนี้ไประดับหนึ่งจนถึงจะมีกำลังก่อหนี้เพิ่ม
ปัจจุบันรายได้หลักมาจากธุรกิจธนาคารและตลาดทุน มีสัดส่วนการสร้างรายได้ 60:40 แต่ธนาคารไม่ได้กำหนดนโยบายที่จะควบคุมหรือตั้งเป้าหมายว่ารายได้จากธุรกิจใดจะต้องมีน้ำหนักเท่าไร ทุกอย่างสามารถปรับไปได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงโอกาสการสร้างรายได้และความเสี่ยงแต่ละขณะ
หากมองปัจจัยมหภาคแล้วในปีนี้เขาเชื่อว่านโยบายการเงินในประเทศยักษ์ใหญ่จะเอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจตลาดทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินจากมาตรการคิวอีที่จะเข้ามาสร้างกิจกรรมในตลาดทุนให้คึกคักมากขึ้น ในทุกธุรกิจตลาดทุนที่มีอยู่ ซึ่งความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์จะหนุนให้ธุรกิจตลาดทุนมีทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้หลังจากที่ได้ธุรกิจตลาดทุนเข้ามาทำให้สัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคิดเป็น 40% จากในอดีตที่ไม่ถึง 10%
ด้วยการที่มีการกระจายตัวในหลากหลายธุรกิจ โอกาสการทำกำไรปีนี้ก็น่าจะมาจากตลาดทุน และน่าจะเข้ามาชดเชยธุรกิจสินเชื่อรายย่อยได้แต่ทั้งนี้การสร้างกำไรของธนาคารในปีนี้คงต้องรอดูที่การคุมต้นทุนความเสี่ยงที่จะส่งผลถึงภาระการตั้งสำรองปีนี้ด้วย
สำหรับงานด้านวาณิชธนกิจนั้นเขามองว่ายังสร้างรายได้ที่ไม่คงที่เหมือนสินเชื่อ แต่เชื่อว่าจะมีแนวโน้มการควบรวมกิจการและการออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งธนาคารจะให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร ส่วนแผนการออกไปลงทุนต่างประเทศหรือเปิดสาขาเพื่อรองรับเออีซีนั้นยัง ยังไม่ใช่เป้าหมายหลักใน 2-3 ปีข้างหน้า แต่จะเน้นธุรกิจในประเทศให้แน่นก่อน
“เราเริ่มส่งคนไปดูโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม และงานที่ปรึกษาทางการเงินที่เริ่มมีธุรกิจไทยออกไปหาโอกาสมากขึ้นคงไม่ถึงกับมีสำนักงาน แต่มีคนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิด เพราะคนที่จะทำดีลต้องรู้พื้นที่ เป็นการแหย่ขาไว้ก่อน”







