วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดรหัส “ยีนเด่น” สแกน อินเตอร์"

เกาะเพื่อนต่างชาติ ร่วมคิดค้นสุดยอดนวัตกรรม หวังขึ้นแท่นนักสร้างนวัตกรรมพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก “ธัญชาติ กิจพิพิธ”

“เติบโตปีละ 25% คือ ตัวเลขที่เรามักทำได้ทุกปี แต่หากได้จับมือกับพันธมิตรที่เด่นเรื่องเทคโนโลยีโอกาสขยายตัวก้าวกระโดดมีให้เห็นแน่นอน”
“ธัญชาติ กิจพิพิธ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN หุ้นน้องใหม่ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันนี้ (23 ก.พ.) เป็นวันแรก ด้วยการเสนอขายหุ้นไอพีโอ 300 ล้านหุ้น ราคา 5 บาทต่อหุ้น บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”

นอกจาก “สแกน อินเตอร์” จะถือหุ้นใหญ่ 73.89% โดยตระกูลกิจพิพิธแล้ว ก็ยังมี “ดร.ทนง พิทยะ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถือหุ้นด้วยในจำนวน 4 แสนหุ้น คิดเป็น 0.03% ขณะเดียวกันยังนั่งเป็นประธานกรรมการและกรรมการอิสระ และยังมี “พลตำรวจเอก สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ นั่งเป็นกรรมการอสิระ และกรรมการตรวจสอบ

บริษัทดำเนินธุรกิจพลังงาน โดยสัดส่วนรายได้หลักประมาณ 66.03% (ตัวเลขในช่วง 9 เดือนปี 2557) มาจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งลูกค้าหลัก คือ บมจ.ปตท.หรือ PTT แบ่งเป็น ธุรกิจออกแบบรับเหมา ติดตั้งและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ก๊าซ NGV 34.48% ธุรกิจติดตั้งระบบก๊าซในรถยนต์ 2.89% ธุรกิจขนส่งก๊าซ NGV10.13% ธุรกิจสถานีบริการก๊าซธรรมชาติหลักโดยเอกชน 10.21% และธุรกิจสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ 8.33%

ส่วนรายได้ที่เหลืออีกประมาณ 32.37% มาจากธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจค้าแบตเตอรี่ โดยมีสัดส่วนรายได้ 21.01% 2.02% และ 9.34% ตามลำดับ

ปัจจุบันบริษัทให้บริการธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 108 Shop จำนวน 1 สาขา ซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ขณะเดียวกันยังมีรถหัวลาก 19 คัน และหางตู้ขนส่ง 88 คัน และมีสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ 1 แห่ง ภายใต้ชื่อ “สแกน อินเตอร์”
ถามถึงยุทธศาสตร์หลังนำพาบริษัทเข้าตลาดหุ้น? เจ้าของนิยาม “เราคือนักสร้างเครื่องจักรเพื่อใช้กับก๊าซธรรมชาติ” ตอบว่า เป้าหมายการทำธุรกิจของเราต่อจากนี้ คือ ต้องเป็นนักสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก วิธีการคือ จะจับมือกับเพื่อนใหม่ที่เก่งในเทคโนโลยีที่เราไม่ชำนาญ เพื่อที่จะได้ร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศหลายราย โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และแถบยุโรป ที่ผ่านมามีการพูดคุยไปแล้วค่อนข้างมาก เบื้องต้นคาดว่า หากผลการเจรจาออกมาเป็นบวก อาจเห็นบริษัทจัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตร หรืออาจจับมือทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องตั้งบริษัทย่อย แต่ไม่ว่ารูปแบบจะออกมาเป็นอย่างไร เราเชื่อว่าการจับมือกันครั้งนี้จะเติมเต็มสิ่งที่บริษัทขาดหายไป

ขณะเดียวกันบริษัทยังวางแผนจะรุกธุรกิจพลังงานมากขึ้น ตามคอนเซ็ปท “กรีนโปรดักส์” ของบริษัทที่ต้องการผลักดันธุรกิจให้มีความเจริญเติบโตไปพร้อมๆกับการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาบริษัทถือเป็นเอกชนรายแรกๆ ที่เข้ามาทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และได้รับการอุดหนุนแอดเดอร์ 8 บาทต่อหน่วย แต่ปัจจุบันได้ขายต่อให้คนอื่นไปแล้วในมูลค่า 158 ล้านบาท

“ประสบการณ์พลังงานทดแทนที่อัดแน่น ทำให้บริษัทคิดจะสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง” “ธัญชาติ” บอกเช่นนั้น

นอกจากนั้นบริษัทยังมีแนวคิดจะสร้างโรงผลิตก๊าซธรรมชาติอัดอุตสาหกรรม (ICNG) แห่งที่ 3 มูลค่าลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติอัดอุตสาหกรรมแล้ว 2 แห่ง โดยแห่งแรกตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเปิดดำเนินการไปแล้ว ส่วนแห่งที่ 2 ตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี คาดว่าจะเดินเครื่องผลิตในช่วงเดือนมี.ค.หรือพ.ค.นี้

ขณะเดียวกันบริษัทยังสนใจขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ผ่านมาได้ออกไปทำงานในประเทศอินโดนีเซียแล้ว ซึ่งประเทศต่อไป คือ พม่า โดยบริษัทยังคงมุ่งหน้าจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติในแถบ AEC

“ผู้บริหารวัย 58 ปี” แจกแจง “จุดแข็ง” ให้ฟังว่า “สแกน อินเตอร์” มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติในระดับสูง และยังมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้วยตนเอง เพื่อนำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจและสร้างการเติบโต
ที่ผ่านมาเราคิดค้นระบบลดความดันก๊าซธรรมชาติ (Pressure Reducing System) ที่สามารถนำไปติดตั้งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเตามาเป็น การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุน ซึ่งบริษัทได้ทำการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

“ทุกครั้งที่คิดนวัตกรรม เราหวังว่าจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆในวงการอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ”

เขา บอกว่า การเป็นนักนวัตกรรมที่ดีต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1.ต้องมีทีมงานที่ดีเพื่อคอยคิดค้นสิ่งใหม่ๆ 2.สินค้าที่ผลิตออกมาต้องมีราคาเหมาะสม 3.ต้องทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้บริษัทได้มอบหมายให้ลูกชาย “ดร.ฤทธี กิจพิพิธ” ในฐานะกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาดดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวมีความเชื่อว่า นวัตกรรมที่ดีต้องได้รับการส่งเสริมด้านการตลาด

ถามถึงแนวโน้มผลประกอบการปี 2558 “นายใหญ่” วิเคราะห์สั้นๆว่า รายได้รวมคงเติบโตประมาณ 18-25% ถือเป็นการขยายตัวตามอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ (iCNG) เนื่องจากโรงผลิตก๊าซธรรมชาติอัดอุตสาหกรรม (ICNG) แห่งที่ 2 จังหวัดสระบุรี จะเริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 2 ปี 2558 ขณะเดียวกันยังมีแผนจะขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติอัดเพิ่มขึ้นอีก 20% จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 540 ตันต่อวัน
ในช่วง 9 เดือนของปี 2557 บริษัทมีรายได้รวม 1,737.68 ล้าบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่มีรายได้รวม 1,672 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 377.89 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 130 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีอัตรากำไรขั้นต้น 24.66% และอัตรากำไรสุทธิ 21.75%

                                                          กว่าจะเป็น “เถ้าแก่”

อยากเป็น “เถ้าแก่” และชีวิตการทำงานต้องไม่จบเพียงแค่การเป็นลูกจ้าง นั่นคือ ความฝันของ “ธัญชาติ กิจพิพิธ”
เขา เล่าว่า ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของ “สแกน อินเตอร์” พื้นเพทางบ้าน ซึ่งเป็นคนจังหวัดนราธิวาส มีฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่) ต้องเริ่มออกหาเงินด้วยทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่ง
ด้วยความที่คิดว่า “ตัวเองเก่ง” เพราะช่วงนั้นเรา คือ ลูกจ้างคนเดียวที่ทำงานมีเงินเดือนมากที่สุดเลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ทั้งๆที่นั่งทำงานมาได้เพียง 1-2 ปี เพื่อออกมาตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ แต่สุดท้ายทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนจึงจำเป็นต้องถอนหุ้นออกแล้วเดินทางมาทำงานในกรุงเทพ

ตอนนั้นมีความตั้งใจว่า อยากขึ้นมาทำงานที่มีความถนัดและคู่แข่งน้อย เช่น ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจปิโตรเคมี สุดท้ายตัดสินใจเข้าไปทำงานในธุรกิจถังน้ำมันและคลังน้ำมัน แต่ก็ทำได้แค่ปีกว่า เพราะเพื่อนชวนไปลงขันทำธุรกิจ

สะสมความรู้ได้ จากการธุรกิจร่วมกับเพื่อนได้สักพัก ก็ออกมาตั้ง “สแกน อินเตอร์” ช่วงแรกของการเป็นเถ้าแก่ ธุรกิจล้มลุกคลุกคลานพอควร แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เดินหน้าอย่างราบรื่น เพราะคู่แข่งน้อย ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผลประกอบการขยายตัวแบบก้าวกระโดด
ดำเนินธุรกิจมาถึงปี 2546 บมจ.ปตท.เริ่มหันมานำเข้าก๊าซธรรมชาติ เราในฐานะคู่ค้าที่ดีของปตท.เขาจึงให้งานสร้างสถานีก๊าซธรรมชาติ หรือ NGV ประมาณ 17 สถานี กับเรา ส่งผลให้ทุกวันนี้บริษัทกลายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจก๊าซธรรมชาติอันดับต้นๆ

“ในอดีตเราเคยรับงานได้เพียง “หลักแสน” แต่วันนี้สามารถรับงานได้ “หลักสิบล้านบาท” แล้ว นั่นคงเป็นเพราะ “โชคชะตา” และ “ประสบการณ์” ที่สะสมมานาน”