"สรรเสริญ"เผยนายกฯ วอนทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังข้อมูลปมสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ด้าน"รสนา"จี้"ประยุทธ์"แสดงภาวะผู้นำแก้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดเวทีกลางเพื่อรับฟังและให้ข้อมูลกรณีสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 กับประชาชน รัฐบาล นักวิชาการ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงาน ในวันศุกร์ที่ 20 ก.พ.นี้ ว่านายกรัฐมนตรีได้ปรารภในที่ประชุมและให้ความมั่นใจกับทุกภาคส่วนว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการเดินหน้าโดยไม่รับฟังข้อคิดเห็นหรือข้อมูลจากภาคส่วนที่เกิดความห่วงใยเพราะในปัจจุบันมีข้อมูล 2 ชุด ในเรื่องการเดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียม คือ1.ข้อมูลของกระทรวงพลังงาน 2.ข้อมูลของกลุ่มผู้ที่ห่วงใยจึงทำให้สังคมเกิดความไม่มั่นใจว่า
ข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะเดินไปในทิศทางใดทั้งนี้ มีหลายปัจจัยแวดล้อมเป็นตัวกำหนด เช่น ความมั่นคงทางพลังงานระยะเวลาที่มีอยู่แก๊สหรือปิโตรเลียมในพื้นที่จะอยู่ได้นายเพียงใดวิธีการแบบใดเป็นจะเหมาะสมที่สุด ระหว่างรัฐลงทุนเองทั้งหมดกับระบบแบ่งปันผลประโยชน์หรือสัมปทานจึงเปิดเวทีกลางเพื่อรับฟังทุกฝ่ายพร้อมกัน
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวจะสามารถตัดสินได้หรือไม่ประชาชนต้องใช้ดุลพินิจว่าข้อมูลของใครน่าเชื่อถือที่มาที่ไปในส่วนใดมีความชัดเจนมากกว่ากันรัฐบาลเองเมื่อได้รับฟังข้อมูลจากประชาชนก็พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาไปประมวลเพื่อกำหนดทิศทางว่าจะเดินไปอย่างไรอย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้วิงวอนทุกฝ่ายว่ากรณีนี้มีการพูดคุยมาแล้วหลายรอบยังไม่ได้ข้อยุติเสียที จึงอยากให้เวทีในวันที่ 20 ก.พ.นี้เป็นเวทีท้ายๆเพราะหากพูดคุยกันไม่จบ คุยกันไปเรื่อยๆ มันก็หาทางออกไม่ได้จึงขอให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนในการนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนรับทราบไม่ใช่ต้องการโต้วาที และอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังข้อมูลจากคนอื่นบ้างไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเถียงเพื่อเอาชนะกัน
รสนา จี้"ประยุทธ์"แสดงภาวะผู้นำแก้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม
น.ส.รสนา โตศิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน กล่าวถึงการจัดเวทีกลางมุ่งหาคำตอบ และทางออกให้กับประเทศในด้านพลังงานวันที่ 20 ก.พ.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ลักษณะของการ
จัดเวทียังคงเป็นรูปแบบของการกำหนดคำถามจำนวน 10 ข้อเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งตนมองว่าไม่มีประโยชน์ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้มีการพูดมาหลายเวทีแล้ว ถ้าจะลงรายละเอียดในหลายเรื่อง คงต้องมีการคุยกันเยอะ และจะทำให้เวทีไม่น่าสนใจ
น.ส.รสนา กล่าวว่า ตนคิดว่าเวทีควรจะพูดถึงแนวนโยบาย และทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องควรเข้ามารับฟังและกำหนดทิศทาง ส่วนการที่ประชาชน นักวิชาการ รวมไปถึงนักการเมืองให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าประชาชนสนใจกับกระบวนการปฏิรูปประเทศ ถ้ารัฐบาลไม่ไปปิดกั้นและจำกัดก็คงจะได้ประโยชน์จากกระบวนการพูดคุย แต่ถ้ากระบวนพูดคุยเป็นการโต้วาทีก็จะเสียประโยชน์ ตนคาดว่ากระทรวงพลังงานจะยืนหยัดเดินหน้าการเปิดสัมปทานต่อไป เพียงแต่ว่ามาจัดตั้งเวทีเพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนเท่านั้น
น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า ประชาชนตอนนี้มีความชัดเจนมากและไม่มีความสงสัยที่จะต้องมาโต้แย้งในประเด็นที่เล็กน้อย ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะแก้กฎหมาย กฎหมายที่ทางปลัดกระทรวงพลังงานอ้างว่าต้องใช้เวลา 6 ปีในการแก้ ตนคาดว่าสามารถใช้เวลา 6 เดือน แก้ได้เลย ซึ่งจะทันก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะพ้นจากตำแหน่งด้วย และ หากไม่มั่นใจว่าจะออกเป็นพระราชบัญญัติก็สามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้ และต่อไปในอนาคตค่อยแปลงพระราชกำหนดไปเป็น พ.ร.บ. ก็ได้ แต่ในเวลานี้นั้น พ.ร.บ.ว่าด้วยปิโตรเลียมปี พ.ศ. 2514 ถือเป็น พ.ร.บ. ที่เก่าเกินไปแล้ว ถึงเวทีที่ต้องเปลี่ยนแปลง พลังงานเป็นผลประโยชน์ใหญ่ของประเทศ ควรจะต้องมีการบริหารอย่างดี
"เวลานี้สิ่งที่เดินหน้าไม่ตอบโจทย์ของประเทศ การที่มีสัมปทานไม่แก้กฎหมายและไม่สมควรทำ สิ่งที่สำคัญก็นายกรัฐมนตรีซึ่งมายึดอำนาจการปกครอง ควรจะแสดงภาวะผู้นำอย่าให้กลุ่มทุนหรือข้าราชการในกระทรวงพลังงานมาเป็นผู้ชี้นำ เวลานี้ต้องการตัดสินใจในเชิงของนโยบายโดยการ แก้พ.ร.บ.ก่อน ซึ่งทั้งภาคประชาชนและ สปช.ก็เห็นว่าเป็นเรื่องสมควรทำ คณะรัฐมนตรี (ครม.)ก็ควรจะฟังเสียงตรงนี้ และไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีเหตุอันควรที่จะยื้อการแก้ออกไปเว้นแต่ว่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงที่ได้จากการเปิดสัมปทานอยู่หรือไม่"น.ส.รสนา กล่าว









