ต้องยอมรับว่า แดนปลาดิบหรือ ประเทศญี่ปุ่น มีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน กระทั่งเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ พยายามถอดแนวความคิดหาวิธีปฏิบัติตาม
ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าคงเป็นปัญหาโลกแตก เพราะแม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ใช้เวลามาเป็นสิบๆ ปีก็ยังเอาชนะไม่ได้ นั่นคือ เรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society)ตั้งแต่ปี 2513 เป็นสังคมชราภาพ (aged society)ในปี 2538 และก้าวสู่สังคมชราภาพสูง (ultra-aged society) ในปี 2550
ในเวลาเดียวกันอัตราเกิดใหม่ของคนกลับมีน้อยมาก ข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นปี 2555 จากการสำรวจได้ระบุว่า อัตราการเกิดของทารกในญี่ปุ่นจะลดเหลือเพียง 1.35 คนต่อสตรีญี่ปุ่น 1 คน ภายใน 50 ปีจากนี้ และภายใน 100 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรของญี่ปุ่นจะลดจำนวนลงเหลือเพียง 1 ใน 3 จากจำนวนประชากร 127.7 ล้านคนในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในยุคชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 90 ของญี่ปุ่น ได้มีการประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่เรียกกันว่า "อาเบะโนมิกส์" (Abenomics) ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ หากเปิดดูไส้ในก็มีเรื่องนี้อยู่ด้วย และปัจจุบัน ภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นได้ช่วยกันขับเคลื่อนอย่างแข็งขัน
ดูเขา ย้อนมาดูตัวเรา ประเทศไทยจะได้รับผลสะท้อนหรือสามารถเรียนรู้อะไรในเรื่องนี้
คำตอบก็คือ "อาเบะโนมิกส์" ผลักดันให้บริษัทเอกชนและภาครัฐปรับปรุงระบบการจ้างงานภายในประเทศ และกฎหมายแรงงานต่างๆ ให้สอดรับ แม้จะเป็นเรื่องภายในประเทศแต่ที่สุดคงหนีไม่พ้นสำนวนที่ว่า "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว"
แต่ที่ส่งผลชัดๆ ต้องไม่ลืมว่าญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน ยิ่งจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ปลายปีนี้ ก็ปรากฏว่ามีบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งได้ประกาศนโยบาย Thailand Plus One อย่างชัดเจน ซึ่งหมายถึง การเข้ามาตั้งฐานการผลิตหลักในประเทศไทย และขยายการค้าการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน
แน่นอนว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เพียงโนว์ฮาวด้านการผลิตของญี่ปุ่น เช่น การบริหารคุณภาพโดยรวม TQM , Kaizen และกิจกรรมอย่าง 5 ส ฯลฯ เท่านั้น การบริหารทรัพยากรมนุษย์สไตล์แบบญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาฝังรากลึกในสังคมไทยเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ผศ.ดร.เนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์(ยาบุชิตะ) อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีและประธานศูนย์ญี่ปุ่นศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรธุรกิจญี่ปุ่นเดิมนั้นมีลักษณะเฉพาะอยู่ 3 ประการ หนึ่ง การจ้างงานตลอดชีวิต สอง การขึ้นเงินเดือนตามอายุงาน และสาม มีสหภาพแรงงานภายในสถานประกอบการแต่ละแห่ง
และแน่นอนว่า ลักษณะเช่นนี้ ไม่เป็นผลดี ที่สุดแล้วจะส่งผลให้ธุรกิจไร้ความสามารถในการแข่งขัน
"ญี่ปุ่นเผชิญปัญหามาตั้งแต่ยุคฟองสบู่แตก ธุรกิจไม่มีเงินจ้างงานพนักงานต่อได้ เพราะเงินเดือนที่จ่ายก็ขึ้นตามอายุงาน ประกอบกับประเทศได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยคนอายุเยอะขึ้น เงินเดือนก็เยอะตาม แถมยังต้องจ้างทำงานตลอดชีวิต องค์กรธุรกิจแบกรับไม่ไหว คนก็เกิดน้อยลง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้พยายามแก้ไขมานานแล้ว แต่ในยุคของอาเบะเขาได้มีการฟันธงคือกำหนดว่าจะต้องเดินทิศทางใดชัดเจนขึ้น"
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำญี่ปุ่นคนนี้เล็งเห็นว่า กลุ่มผู้หญิงญี่ปุ่น คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่จะสามารถช่วยคลี่ปมปัญหา เพราะเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วมีจำนวนผู้หญิงญี่ปุ่นอยู่ในตลาดแรงงานน้อยมาก คือมีอยู่แค่ 40 % และหากผลักดันผู้หญิงญี่ปุ่นเข้าไปในตลาดแรงงานได้มากขึ้น จะส่งผลให้ภาพรวมของวัยแรงงานของญี่ปุ่นนั้นลดลง
เพราะข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงญี่ปุ่น ก็คือภาระในการเลี้ยงดูลูก
"ผู้หญิงญี่ปุ่นถึง 60% เมื่อมีลูกมักจะลาออกจากงานเพราะไม่มีใครเลี้ยงลูก อาเบะเลยประกาศว่าภายในระยะเวลา 5 ปี ประเทศญี่ปุ่นจะต้องมีสถานที่เลี้ยงเด็กเกิดขึ้นจำนวน 5 แสนแห่ง เพื่อรับฝากเด็กตั้งแต่แรกเกิด เพื่อสนับสนุนให้คนเป็นแม่เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น"
แต่ที่น่าสนใจก็คือ อาเบะยังให้การส่งเสริมกลุ่มผู้หญิงญี่ปุ่นที่เลี้ยงลูกและไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานแต่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ด้วยการมอบเงินทุนในการตั้งต้นธุรกิจอีกด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกอบการก็ถือว่าเป็นการช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าทั้งสิ้น
ผศ.ดร.เนตรนภา บอกว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาองค์กรญี่ปุ่นทุกๆ อุตสาหกรรมจะมีนโยบายลดจำนวนพนักงานที่จ้างประจำ แต่หันไปเพิ่มจำนวนพนักงานที่ทำงานชั่วคราว และมีการ Outsourcing หรือไปว่าจ้างบริษัทหรือบุคคลภายนอกมากยิ่งขึ้น รวมถึง มีการขึ้นเงินเดือนตามประสิทธิภาพ หรือผลงานในการทำงาน (Performance-Based Pay) ไม่ขึ้นตามอายุงานแบบเดิมอีกต่อไป
"นโยบายใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เพราะพวกเขาต้องเป็นพนักงานชั่วคราวและจะไม่ได้รับการพัฒนาด้านทักษะความสามารถ และไม่มีเส้นทางการเติบโต ไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพการงานเช่นเดียวกับพนักงานประจำ"
ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่าง "พนักงานประจำ" กับ "พนักงานชั่วคราว"
นอกจากนั้น ด้วยการเกิดที่ลดน้อย ทำให้คนวัยทำงานลดลง ประเทศญี่ปุ่นได้กำหนดอายุการเกษียณการทำงานใหม่ จากอายุ 60 ปี ขยายเป็น 65 ปี ในหมายเหตุว่าองค์กรธุรกิจแต่ละแห่งที่สามารถทำได้ก็ค่อยๆ ปรับคือไม่ได้ทำพร้อมๆ กันทุกองค์กร
ประเทศญี่ปุ่นมีการเปิดรับแรงงาน (มีฝีมือ) ให้เข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีการเปิดกว้างให้คน 3 กลุ่ม 1. กลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ทองคำเก่งและหายาก เช่น แพทย์ วิศวะ ทันตแพทย์ ฯลฯ 2. กลุ่มเด็กที่สืบเชื้อสายญี่ปุ่นจากพ่อแม่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศอย่าง บราซิล และเม็กซิโก เป็นต้น และ 3.กลุ่มพนักงานฝึกหัด หรือ Trainee ซึ่งเป็นคนทั่วโลกไปทำงานในแผนกที่คนญี่ปุ่นไม่นิยมทำกันเพราะต้องใช้แรงงาน สายตามาก หรือมักจะพบเจออุบัติเหตุกันบ่อยๆ
"เด็กฝึกหัดเหล่านี้จะได้รับเงินเดือนต่ำกว่าพนักงานของเขาครึ่งต่อครึ่ง เป็นเทคนิคหนึ่งของญี่ปุ่นที่ต้องการคนทำงาน แต่ไม่อยากจ่ายแพง มองว่าสำหรับคนไทยก็ยอมรับได้เพราะถือว่ายังเป็นราคาสูง ล่าสุดบริษัทญี่ปุ่นก็มีการพูดกันแล้วว่า จะเปิดกว้างให้โอกาสพนักงานคนไทยที่เคยทำงานให้บริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย"
Work-Life Balance เป็นอีกประเด็นร้อนที่สังคมธุรกิจของญี่ปุ่นต้องหาทางแก้ไข
"ประเทศญี่ปุ่นเขาจะมีคำพูดที่ว่า ทำงานหนัก จนเหนื่อยตาย ทำงานหนักแต่คุณภาพชีวิตกลับไม่ดีขึ้น รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายให้คนลดชั่วโมงการทำงานลง ให้มีการลาหยุดพักผ่อนกันมากขึ้น"
สอดคล้องกับเมื่อเร็วๆ นี้เว็บไซต์แชนแนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น กำลังพิจารณาบังคับให้แต่ละปีพนักงานต้องลางานอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งปกติแล้วพนักงานญี่ปุ่นมักใช้วันลากันไม่ถึงครึ่งในแต่ละปี จากการสำรวจของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่น พบว่า เมื่อปี 2556 พนักงานใช้วันลาเพียงแค่ 9 วันจากสิทธิ์วันลาเฉลี่ยที่ 18.5 วัน ส่วนอีกโพลหนึ่งเผยว่า 1 ใน 6 ของพนักงานในญี่ปุ่นนั้น ไม่ใช้วันลาเลย ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นมีความต้องการเพิ่มสถิติจำนวนของคนลางานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 70% ให้ได้ภายในปี 2563
"อีกเรื่องที่ญี่ปุ่นกำลังพูดถึงมากๆ ก็คือ Global HR เพราะญี่ปุ่นไปลงทุนธุรกิจทั่วโลก คนญี่ปุ่นต้องมีความสามารถไปทำงานต่างประเทศ คือมุ่งเน้นเรื่องของความอดทน ไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ไหนคนของเขาต้องล้มแล้วลุกได้ในทุกสถานการณ์ ถามว่าใช่เรื่องของภาษาไหม เขาบอกว่า ไม่ใช่ แต่ความสำคัญอยู่ตรงเนื้อหาที่จะพูดออกไป ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการทำงานร่วมกับผู้คนมาอย่างมากมาย"
กรณีศึกษาดีๆ ของญี่ปุ่นมีอยู่อีกมาก หากอยากได้ฉบับเต็มแนะนำให้ไปร่วมงานสัมมนา "การบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบญี่ปุ่นสมัยใหม่: Abenomics กับ Thainization"วันที่19 กุมภาพันธ์นี้เวลา 13.30 - 16.30 น.ณ ห้องสายสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุน สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-564-5000-3 ต่อ 321 หรือ www.asia.tu.ac.th









