วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไอแบงก์’ลดเพิ่มทุนจ่อดึงพันธมิตรถือหุ้น

"ไอแบงก์" ลดเพิ่มทุนจ่อดึงพันธมิตรถือหุ้น เผย 2 กองทุนจากตะวันออกกลางสนใจร่วมทุน

"ไอแบงก์" เผยปี 57 ยังขาดทุนต่อเนื่อง 1 หมื่นล้าน ตั้งเป้าหยุดขาดทุนปีนี้ก่อนพลิกมีกำไรปีหน้า เผยมีแผนลดหนี้เสีย 2 หมื่นล้าน โดยปรับโครงสร้างหนี้ ขายหลักประกัน เชื่อหากทำได้ ช่วยลดเงินเพิ่มทุนลงต่ำกว่า 1 หมื่นล้าน พร้อมดึง 2 กองทุนนอกเป็นพันธมิตรร่วมทุนปี 60 เล็งขายหุ้น "อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง" 49% ราคาหุ้นละ 3 บาท

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานคณะกรรมการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังถึงวงเงินการขอเพิ่มทุน ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับใหม่ ลดลงจากเดิมที่ธนาคารขอไปทั้งหมด 1.6 หมื่นล้านบาท อาจจะเหลือต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ต้องการให้ธนาคารหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมกิจการด้วย

"เม็ดเงินใหม่ที่เข้ามา มาจาก 2 ส่วน คือ เงินเพิ่มทุน ซึ่งคลังพร้อมใส่เงิน แต่ไม่แน่ใจคลังจะใส่มาทีเดียว หรือทยอยใส่ อีกส่วนมาจากพันธมิตรที่เข้ามาร่วมถือหุ้น ซึ่งซูเปอร์บอร์ด ต้องการเห็นโดยเร็วที่สุด แต่เราต้องการปรับกิจการ โดยให้รัฐใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ยังไงรัฐไม่ทิ้ง หากกิจการธนาคารดีขึ้น เราก็มีอำนาจในการเจรจากับพันธมิตรมากขึ้น"

ปัจจุบันมีกองทุนต่างชาติจากตะวันออกกลาง สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรกับไอแบงก์แล้ว 2 กองทุน แต่เงื่อนไขยังไม่ลงตัว ธนาคารจึงต้องเดินหน้าปรับปรุงกิจการให้ดีก่อน เมื่อพร้อมจึงเปิดให้พันธมิตรเข้ามา น่าจะเข้ามาได้ปี 2560

นอกจากนี้ธนาคารยังมีแผนปรับลดหนี้เสีย จากปัจจุบันมีอยู่ 4.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารตั้งสำรองไว้ 2 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาสแรกมีแผนลดหนี้เสียให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท จะส่งผลให้เงินสำรองที่ตั้งไว้ตีกลับเข้ามาได้ 5.2 พันล้านบาท และทั้งปีตั้งเป้าลดหนี้เสียให้ได้ 2 หมื่นล้านบาท จะทำให้เงินสำรองกลับเข้ามาได้ 1 หมื่นล้านบาท หากทำได้ตามแผนจะช่วยลดเงินเพิ่มทุนได้อีกทางหนึ่ง

ตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารแยกหนี้เสียออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.กลุ่มที่ยังดำเนินกิจการอยู่ และฟื้นตัวได้ หากธนาคารให้สินเชื่อเพิ่มเติมเข้าไป วงเงิน 4.93 พันล้านบาท คิดเป็น 12% ของหนี้เสียทั้งหมด 2.กลุ่มที่ยังดำเนินการอยู่ ฟื้นตัวได้ แต่ได้รับสินเชื่อที่เกินกำลังการผ่อนชำระ กลุ่มนี้ต้องขายหลักประกัน เพื่อลดภาระหนี้ มูลหนี้ 1.04 หมื่นล้านบาท หรือ 27% ของหนี้เสียทั้งหมด

3.กลุ่มที่ยังดำเนินกิจการอยู่ แต่ฟื้นตัวยาก มูลหนี้ 4.61 พันล้านบาท หรือ 12% ของหนี้เสียทั้งหมด และ 4. กลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา กลุ่มนี้ตั้งใจเข้ามาทำความเสียหายให้กับธนาคารตั้งแต่ต้น มูลหนี้สูงกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 49% ของหนี้เสียทั้งหมด

โดยหนี้ 2 กลุ่มแรกนั้น ได้เจรจากับลูกหนี้ทั้งหมดแล้ว สามารถแก้ไขได้ ส่วนที่แก้ไม่ได้ จะตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี (AMC) ขึ้นมาบริหาร พร้อมดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่ทำให้ธนาคารเสียหาย หากดำเนินการแก้ไขปัญหาได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด คาดปีนี้จะหยุดขาดทุนได้ จากปี 2557 ที่ขาดทุน 1 หมื่นล้านบาท และปี 2559 ผลการดำเนินงานจะกลับมาดียิ่งกว่ามีกำไร และภายใน 2 ปี ธนาคารจะมีลูกค้ามุสลิมกว่า 1 ล้านราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 3 แสนราย


นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ธนาคารยินดีจะขายหุ้นที่ถืออยู่ 49% ในบริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง ในราคาหุ้นละ 3 บาท เพื่อเป็นการลดภาระของธนาคาร และนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธนาคาร โดยต้นทุนที่ธนาคารซื้อหุ้นมาที่ 1.31 บาทต่อหุ้น

"ตอนนี้ก็มีการพูดคุยกับคนที่สนใจซื้อ แต่ยังไม่มีข้อสรุป แบะธนาคารก็ยังไม่ได้โฟกัสเรื่องนี้มากนัก เพราะสินทรัพย์ใน อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง มีมูลค่าไม่มากเพียงกว่า 2,000 ล้านบาท" นายชัยวัฒน์ กล่าว