วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์รัฐชง2แสนล้าน'แก้จน'

แบงก์รัฐ 5 แห่งเสนอโครงการแก้ปัญหา วงเงินรวมเฉียด 2 แสนล้าน เน้นปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ-พักหนี้เกษตรกร เชื่อดันเศรษฐกิจฟื้นได้

การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะรองหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ที่บ้านเกษะโกมล วันนี้ (16 ก.พ.) มีวาระสำคัญคือยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยากจน


นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นการติดตามความคืบหน้าการทำแผนการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ จากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และธนาคารของภาครัฐ ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้สั่งให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยากจน จัดทำรายละเอียดของแผนมาเสนอเพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ดำเนินการเป็นวาระเร่งด่วน


นอกจากนั้น ที่ประชุมจะได้มีการรับฟังความก้าวหน้า ปัญหาและอปุสรรคของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายของรัฐบาล โดยเป็นการรับฟังปัญหาและอุปสรรคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และตัวแทนภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อสรุปปัญหาและอุปสรรคและแนวทางในการแก้ไขเสนอต่อ ครม.ต่อไป


แหล่งข่าวจากคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช.เปิดเผยว่าแนวทางการติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้นอกจากจะติดตามและเร่งรัดงานที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ยังจะติดตามการเร่งรัดการเบิกจ่าย การลงทุนในโครงการต่างเพื่อให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย
ธนาคารรัฐอัดฉีด2แสนล้าน


แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ทำรายละเอียดโครงการ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ในการลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาความยากจน โดยส่วนใหญ่เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และพักหนี้เกษตรกร เป็นวงเงินรวมเฉียด 2 แสนล้านบาท


วงเงินโครงการของธนาคารรัฐ แบ่งเป็น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 7-8 หมื่นล้านบาท โครงการของธนาคารออมสิน 5.5 หมื่นล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) 1 หมื่นล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) 2.55 หมื่นล้านบาท และ ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) 9 พันล้านบาท
ธกส.'พัก-ยืดหนี้'เกษตรกร 4 กลุ่ม


สำหรับรายละเอียดโครงการนั้น ธ.ก.ส.เสนอ 4 มาตรการในการช่วยเกษตรกรแก้ไขปัญหาหนี้ ทั้งการพักชำระ และยืดหนี้ มาตรการแรก


ทั้งนี้ ลูกหนี้เกษตรกรเดิมที่ยังค้างชำระหนี้กับธ.ก.ส. จากเหตุผิดปกติจำนวน 5 หมื่นราย เช่น หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต ขาดรายได้อาจต้องเลิกประกอบอาชีพ และไม่มีที่ดินทำกิน มูลหนี้ 2-3 หมื่นล้านบาท
ส่วนอีก 3 มาตรการเป็นมาตรการสำหรับช่วยเหลือ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ซึ่ง 2 กลุ่มแรก คือ ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างนานโอกาสฟื้นยาก และลูกหนี้ค้างชำระแต่ยังมีศักยภาพจะชำระหนี้ต่อไปได้ ธ.ก.ส.จะมีมาตรการ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้นานขึ้น


กลุ่มสุดท้าย เป็นลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวและราคายางตกต่ำ ธ.ก.ส.ขยายระยะเวลาชำระหนี้ เฉพาะเงินต้นออกไป 1 ปี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกร กลุ่มนี้ยังจะได้รับสินเชื่อสนับสนุนสินเชื่อเพิ่มเติม ผ่านมาตรการสินเชื่อธ.ก.ส. ที่มีอยู่แล้วเป็นดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ธ.ก.ส.ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมไว้ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท คาดว่า วงเงินสินเชื่อเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทต่อราย เพื่อให้มีวงเงินหมุนเวียนทำการผลิต สร้างรายได้และมีความสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ต่อไป
“ผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาก ธ.ก.ส. มองว่า ในปี 2558 รายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและยางพารา จะชะลอลงอย่างมากอาจส่งผลต่อการชำระหนี้ที่ค้างอยู่แน่นอน แต่จะกระทบระยะสั้น เพียง 1 ปีเท่านั้น และมองว่าปีหน้าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ จึงเลื่อนการชำระเงินต้นให้ 1 ปี แต่ดอกเบี้ยยังเดินอยู่”


ดึงเงิน'ประกันสังคม'ปล่อยกู้เอสเอ็มอี
ด้าน นายสุพจน์ อาวาส กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่าโครงการของเอสเอ็มอีแบงก์เป็นการปล่อยกู้ให้กับลูกค้า โอท็อป วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กทั่วไป วงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือไม่เกิน 5% วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย โดยเม็ดเงินที่นำมาใช้ในโครงการนี้จะมาจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งจะนำมาฝากกับธนาคาร โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งปลัดกระทรวงแรงงานได้เห็นชอบแล้ว
“โครงการนี้เป็นการปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายใหม่ทั่วประเทศ ทำให้มีเม็ดเงินใหม่ลงสู่รากหญ้า ซึ่งธนาคารจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมพัฒนาชุมชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อบอกต่อโครงการไปยังสมาชิก และร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้”


'ออมสิน'อัด5.5หมื่นล.ให้รากหญ้า
ธนาคารออมสินถือว่ามีบทบาททุกครั้งในทุกรัฐบาล นายชาติชาย พายุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่าออมสินเตรียมโครงการสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 6 โครงการ วงเงินรวม 5.5 หมื่นล้านบาท เป็นการให้สินเชื่อสำหรับประชาชนทั่วไป ลูกค้าธนาคารประชาชน คนรากหญ้า พ่อค้าแม่ค้า มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบการรายย่อย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย


1.โครงการสินเชื่อประชาชนสุขใจ วงเงิน 5 พันล้านบาท ให้สินเชื่อต่อรายตั้งแต่ 1 หมื่นบาทแต่ไม่เกินรายละ 2 แสนบาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ระยะเวลา 10 ปี กลุ่มประชาชนทั่วไปและธนาคารประชาชน 2. โครงการสินเชื่อออมสุขใจ 1 หมื่นล้านบาท ต้องฝากเงินตั้งแต่ 3 - 10 เดือน จะให้สินเชื่อต่อราย 5 เท่าของเงินฝาก ไม่เกิน 2 แสนบาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ระยะเวลา 5-8 ปี คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ 2 แสนราย
3. โครงการสินเชื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้สินเชื่อพนักงานโรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 แสนบาท ดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ระยะเวลา 5-8 ปี
4.โครงการสินเชื่อคืนความสุข ภาค 2 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับลูกค้ามีวินัย ผ่อนชำระดี 12 เดือน ดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ระยะเวลา 3-5 ปี


5. โครงการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท จะร่วมกับพันธมิตร อาทิ จังหวัด หอการค้า สอท. เพื่อให้คัดเลือกและจัด 10 อันดับธุรกิจ ที่ควรให้การสนับสนุนสินเชื่อและดอกเบี้ยพิเศษ กลุ่มต้นๆจะได้รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษ วงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 30-40 ล้านบาท และ 6 โครงการสินเชื่อบ้าน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับลูกค้าเดิม จะให้วงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมเท่ากับวงเงินที่ผ่อน ดอกเบี้ย 6.875%
อัดฉีดกองทุนหมู่บ้านอีก4.3หมื่นล.


นอกจากนี้ นโยบายรัฐบาล ยังมีแผนให้ออมสินพิจารณามาตรการเพิ่มเติม ในการให้สินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน วงเงินรวม 4.3 หมื่นล้านบาท โดยมี 2 โครงการ คือ
1.สินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 3 หมื่นกองทุน เป็นการยกระดับกองทุนหมู่บ้านที่ดี กองทุนละ 1 ล้านบาท รวม1 หมื่นล้านบาท และเพื่อการพัฒนากองทุนหมู่บ้าน จำนวน 2 หมื่นกองทุน วงเงินสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท กองทุนละ 5 แสนบาท ในส่วนนี้รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ย 1.5% และจ่ายชดเชยดอกเบี้ยให้ออมสิน3% ไม่ชดเชยเงินต้น
2. สินเชื่อ 2.3 หมื่นล้านบาท จะสนับสนุนเพื่อการพัฒนาหมู่บ้าน เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำ ซ่อมสร้างทาง หมู่บ้านละ 3 แสนล้านบาท จำนวน 7 .92 หมื่นหมู่บ้าน ในส่วนนี้รัฐบาลจะรับภาระจ่ายชดเชยทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับออมสิน


“รัฐบาลมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ที่ผ่านมาตลาดต่างจังหวัดการบริโภคชะลอตัวลงจากราคาน้ำมันโลก ราคาผลผลิตการเกษตรลดลง ยิ่งทำให้รายได้เกษตรกรลดลงตาม การค้าซบเซา แถมปัญหาการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ยิ่งส่งผลให้หัวเมืองหลักที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวลงตามไปด้วย หากวงเงินสินเชื่อออมสินแสนล้าน กระจายสู่รากหญ้า จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคัก”


ธอส.หั่นดอกเบี้ยแก้จน
นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ธนาคารเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทั้งหมด 5 มาตรการ วงเงินรวม 2.55 หมื่นล้านบาท คือ สินเชื่อบ้านผู้มีรายได้น้อย วงเงินสินเชื่อ 5 พันล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษต่ำกว่าอัตราปัจจุบันที่ปล่อยกู้ 0.87%
ส่วน อีก 4 โครงการ เป็นส่วนที่ทำอยู่แล้วแต่มาปรับใหม่ ประกอบด้วย 1.สินเชื่อของขวัญปีใหม่ ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.87% ในปีแรก เดิมตั้งวงเงินไว้ที่ 5 พันล้านบาท จะเพิ่มอีก 3 พันล้านบาท 2. สินเชื่อเพื่อสานฝันคนมีรายได้น้อย จะปล่อยกู้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท วงเงินรวม 8 พันล้านบาท 3.สินเชื่อบ้านธอส.เพิ่มสุข เป็นการปล่อยกู้ให้ลูกค้าเดิมเพื่อปรับปรุง หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ วงเงินรวม 2.5พันล้านบาท และ 4. สินเชื่อโครงการบ้านเอื้ออาทร วงเงิน 2 พันล้านบาท


เอ็กซิมแบงก์เข็น5 โครงการสนองรัฐ
ด้านนายสุธนัย ประเสริฐสรรพ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ เอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ได้เตรียมสินเชื่อเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ 5 บริการ วงเงินรวม 9 พันล้านบาท ประกอบด้วย 1.สินเชื่อเอสเอ็มอี ส่งออกสบายใจ เป็นวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น รับอนุมัติวงเงินสูงถึง 6 เท่าของหลักประกัน 2.สินเชื่อ เอสเอ็มอี ค้าชายแดน เป็นวงเงินกู้ระยะ 1-2% กู้สูงสุดได้ 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ค้าขายกับเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม
3.สินเชื่อ เอสเอ็มอี ขยายฐาน วงเงินกู้ระยะยาว วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท สามารถกู้ได้ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินอื่น ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี สำหรับนิติบุคคลที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อนำไปใช้ในการย้ายฐาน หรือขยายการลงทุนในต่างประเทศ 4.สินเชื่อเพื่อการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นเงินกู้ระยะสูงสุด 15 ปี และ5.สินเชื่อเพิ่มพลังผู้ซื้อขายเป็นแพ็คเกจทางการเงินที่จัดให้ผู้ส่งออกไทยนำไปเสนอให้แก่ผู้ซื้อในเออีซี เพื่อซื้อสินค้าและบริการของผู้ส่งออกไทย