"สสว." คาด "เอสเอ็มอี" ปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ปัจจัยบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เอสเอ็มอีภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นต้นมา เนื่องจากการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าสำคัญส่งผลให้การส่งออกสินค้าของเอสเอ็มอีไทยเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป การท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น โดยเดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย 2.84 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.76 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งปรับตัวลดลงต่อเนื่องผนวกกับการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมัน รวมถึงราคาพลังงานต่าง ๆ ลดลง ช่วยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนดำเนินกิจการลดลง
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีปี 2558 จะขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 111.03 เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาร้อยละ 0.32 และเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งปัจจัยบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นต้นมา การส่งเสริมเอสเอ็มอีของหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน รวมถึงสถาบันการเงิน และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยแนวโน้มที่ดีขึ้นนี้สะท้อนได้จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตรถยนต์นั่งขนาด 1,501-1,800 CC รถปิคอัพ รวมถึงพาหนะเพื่อการพาณิชย์และพื้นที่ก่อสร้างที่ได้รับอนุญาต
สำหรับการค้าระหว่างประเทศของเอสเอ็มอี พบว่าการส่งออกเดือนธันวาคมมีมูลค่า 154,983 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ก่อนร้อยละ 5.85 และหดตัวลงจากเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาร้อยละ 1.27 ขณะที่รอบปี 2557 การส่งออกมีมูลค่า 1,917,192 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.15 ตลาดหลักที่เอสเอ็มอีไทยส่งออกสินค้ามากที่สุดในรอบปี 2557 ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน มูลค่า 509,437 ล้านบาท รองลงมา คือ จีน มูลค่า 233,943 ล้านบาท กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) มูลค่า 198,399 ล้านบาท ญี่ปุ่น มูลค่า 185,167 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา มูลค่า 149,634 ล้านบาท ทั้งนี้ พบว่าการส่งออกไปทุกตลาดหลักขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ร้อยละ 3.61-14.72 โดยมีกลุ่มอียู เป็นตลาดขยายตัวสูงที่สุด ผลจากมีการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีการยกเลิกให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) กับไทยในปี 2558 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มอียู (มาตรการ QE) ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 60,000 ล้านยูโรต่อเดือน ทำให้เศรษฐกิจในยูโรโซนขยายตัวดีขึ้นส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าของเอสเอ็มอีระยะยาว
ส่วนสินค้าส่งออกสูงสุดเดือนธันวาคมและรอบปี 2557 ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ รองลงมา คือ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ และยานยนต์และส่วนประกอบ โดยหมวดสินค้าสำคัญที่มีการขยายตัวสูงมากตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา คือ น้ำตาล ซึ่งมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 98.1 ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ผลจากที่หลายประเทศหันมานำเข้าน้ำตาลจากไทยมากขึ้นทดแทนผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อย่างบราซิลซึ่งมีผลผลิตลดลง









