ในเวลา24ชม.เราใช้ไปกับการทำงานและเดินทางกว่า10ชม.การมีความสุขในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งที่ควรหันมาใส่ใจกันให้มาก ซึ่งไม่ต้องใช้เงินมากเท่า“ใจ”
การมาถึงของเวที "Happy Workplace Working Group Meeting 2015 สุขภาพของพนักงานคือพื้นฐานขององค์กร" ก็เพื่อต้องการเห็นการ ลด ละ เหล้า บุหรี่ แล้วเพิ่มเรื่องอาหารดี และการออกกำลังกาย บูรณาการร่วมกันในองค์กร อันนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี โดย รศ.จุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 สสส. เผยสถิติว่า ในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา มีคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณกว่า 200,000 ล้านบาทไปเพื่อดูแลสุขภาพ การกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนจึงมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในสถานประกอบการ
"เวลามาทำงานก็มาพร้อมกับแก้วยักษ์ กาแฟ ชาเขียว ชาไข่มุก รู้ไหมว่า น้ำตาลอยู่ในนั้นเท่าไหร่... อยู่ที่ทำงานก็นั่งหน้าจออย่างเดียวเลย โดยเฉลี่ยคนไทยมีช่วงเวลาที่นั่งอยู่กับที่โดยไม่ขยับตัวไปไหนถึง 13 ชั่วโมง เรามีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน แต่อยู่กับที่เยอะมาก เวลาประชุมกันที ของว่างเสิร์ฟถึงที่ กาแฟไม่พอก็เพิ่ม มีบ้างไหม ถ้าอยากกินก็เดินไปเอาเอง?" รศ.จุมพล ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในหลายๆ ออฟฟิศ
"จุดแรกเลย ผู้นำองค์กรต้องเป็นต้นแบบ ต้องมองว่า คนในองค์กรนั้นเป็นลูก หลาน อา ป้า ไม่ได้มองคนในองค์กร คือ คนงานที่จะจิกหัวใช้ สิ้นเดือนรับเงินเดือน สิ้นปีรับโบนัส" สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ สสส. เอ่ย ก่อนจะชวน วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร บริษัทเอสซีจี ที่เข้าร่วม โครงการ "องค์กรซ่อนอ้วน" มาเล่าถึงบรรยากาศในที่ทำงานที่เธอบอกว่าเป็น Happy Workplace ของจริง เพราะ "ผู้นำ" ที่ดี
ผู้นำที่เธอหมายถึง ต้องไม่ใช่แค่ผู้นำในระดับสูง แต่รวมถึงทุกคนที่มีลูกน้อง แม้จะมีลูกน้องเพียงคนเดียวก็นับเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญแล้ว
"ทุกวัน วันละ 2 รอบ เราจะเปิดเพลงแล้วทุกคนต้องเต้นออกกำลังกาย รอบละ 5-10 นาที ใครก็ตามที่มาออฟฟิศเราเวลานั้น ต้องออกมาด้วย ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ สิบโมงกับบ่ายสามโมง ซีอีโอมาก็ต้องเต้น เป็นความสนุกสนานของเรา" วีนัสเล่าถึงบรรยากาศสนุกๆ ที่เอสซีจี โดยสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรของเธอเริ่มต้นและมีแรงส่งต่อเรื่องแบบนี้ให้พนักงานก็คือ ความต้องการมีความสุขไปจนกระทั่งบั้นปลาย
"มีคนบอกประโยคที่อินสไปร์เรามากก็คือ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจชั้นนำของโลก ไปดูสิ ไม่มีใครอ้วนเลย"
เธอเล่า และบอกว่า ตัวเธอเองก็ต้องออกมาทำให้พนักงานเห็น ลงมาร่วมออกกำลังกายกับพนักงานด้วย โดยที่ เอสซีจี ทุกไตรมาสจะมีการประชุมหัวข้อสุขภาพของพนักงานเสมอ โดยสิ่งที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมาตรวจความฟิตของร่างกายพนักงาน ทั้งชีพจร แรงยืดหยุ่น รอบเอว ฯลฯ เพื่อประมวลผลออกมา หลังจากนั้นจะเรียกเจ้านายของ 10 คนที่มีผลต่ำสุดไปคุย ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดแรงผลักดันจากผู้นำจริงๆ
"เรามีเทรนเนอร์มาเทรนให้แต่เช้า จะบอดี้คอมแบต จะ T-25 ก็แล้วแต่ ฟิตเนสเรานี่ช่วงเวลาเย็นจะแน่นมาก" วีนัสเล่าให้เห็นถึงบรรยากาศในฟิตเนสของเอสซีจีที่มีชีวิตชีวา เพราะพนักงานใส่ใจสุขภาพ พนักงานหลายคนพยายามทำสถิติของตัวเองให้ดีขึ้น เพราะบริษัทให้รางวัลการปรับปรุงดีเด่นด้วย
"สิ่งที่อยากให้เกิดคือ พฤติกรรมของเขา (พนักงาน) มากกว่า เราดูแลทั้งอาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย เป็นองค์กรที่มีความสุข ห่วงใย ตักเตือนกันและกัน บริษัทไม่ได้ตั้งใจจะลดเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนการรักษาพยาบาล แต่อยากให้พนักงานมีความสุขอย่างแท้จริง" เธอบอก
ด้าน ธนาศักดิ์ กุลชะโมธินทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวางแผนและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่เข้าร่วมโครงการ "องค์กรไร้พุง" ได้เล่าเรื่องของบริษัทที่ผลักดันนโยบายแบบเดียวกันว่า แม้บริษัทจะมีสาขามาก แต่ก็ได้รณรงค์ให้เกิดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งก็คือผู้แทนจำหน่ายตามภาคต่างๆ ที่ต้องใส่ใจสุขภาพ รู้จักเพิ่มพื้นที่สีเขียวเหมือนกับบริษัทต้นทางด้วยเช่นกัน
"เราทำพื้นที่สีเขียว ลงแปลงปลูกผัก พนักงานใช้เวลาก่อนและหลังเลิกงาน เราจัดประกวดว่า ใครจะสามารถสร้างพื้นที่สีเขียวได้ แล้วเอามาตั้งในโชว์รูมด้วย เขาก็เลยภูมิใจ ผักตัวนี้ก็ส่งต่อให้ลูกค้าได้ด้วย โตโยต้าเซอร์วิสก็เปลี่ยนจากกาแฟเป็นสลัด ลูกค้าก็หยิบผักมาใส่จานเล็กๆ แล้วก็ใส่น้ำสลัดลงไป พนักงานก็ภูมิใจว่าเขาได้ทำสิ่งดีส่งต่อให้กับลูกค้า ลูกค้าก็ประทับใจ” เขาเล่า
นอกจากนี้ แม่ครัวที่โรงอาหารของโตโยต้าก็ร่วมลดอาหารจำพวกของมัน หรือกะทิ และบริษัทยังมีน้ำพริก และผักสดวางไว้ให้พนักงานเลือกทานโดยไม่เสียเงิน ซึ่งในทุกวันเมนูน้ำพริกผักสดนี้จะหมดเกลี้ยง นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงผลตอบรับและผลในอนาคตด้านสุขภาพที่ดี
อีกหนึ่งความรับผิดชอบและใส่ใจที่จะดูแลสุขภาพของพนักงานได้แสดงออกผ่านการสร้างฟิตเนสให้ติดกับโรงอาหาร แต่เนื่องจากไม่สามารถสร้างได้ทุกจุด ตอนนี้พนักงานโตโยต้าเองก็ได้สร้างสถานที่ออกกำลังกายในพื้นที่ของตัวเองด้วย
"กว่าจะเดินไปฟิตเนส มันก็หมดเวลาพัก เขาก็เลยเกิดไอเดีย ทำเครื่องออกกำลังกายง่ายๆ เช่น ดรัมเบล มีเกือบทุกจุดในพื้นที่พักผ่อนของพนักงาน" ธนาศักดิ์ บอก
แม้การสร้างบรรยากาศสู่องค์กรไร้พุง และองค์กรซ่อนอ้วน ขององค์กรทั้งสองจะยังเป็นเพียงก้าวแรกๆ ทั้งยังไม่มีตัวชี้วัดด้านการแพทย์มาร่วมประเมินความสำเร็จได้ ณ ตอนนี้ แต่ที่แน่ๆ ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแล้วไม่มากก็น้อย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ สสส. แนะว่า หากจะขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น ปัจจัยสำคัญ คือ "ผู้นำ" ที่จะต้องให้ความสำคัญ และบรรจุไว้ในวาระ กำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ และคอยปลุกกระแสให้เกิดขึ้นอยู่ตลอด ซึ่งจะเป็นตัวจุดประกายให้พนักงานเห็นว่า เงินซื้อชีวิตไม่ได้
...แม้จะมีโบนัสแจกมากมาย แต่พนักงานอมโรค เอาเงินโบนัสไปหาหมอ สุดท้ายก็ไม่ยั่งยืน
"พุงยุบ น้ำหนักลดนั้นมันไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกตอนสุดท้าย แต่ต้องถามต่อไปว่าผู้นำองค์กรลงมาเล่นเรื่องนี้ด้วยไหม คนในองค์กรกี่คนที่เข้าร่วมโครงการ..." ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ สสส. กล่าวทิ้งท้าย
เพื่อให้องค์กรในประเทศไทย ได้เป็นองค์กรอุดมสุข ด้วยพลังและแรงใจของพวกเราทุกคน





