วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ส่งออกอาหารโอด'ค่าบาทแข็ง'ขอคลัง-ธปท.ช่วย

ผู้ส่งออกอาหารโอดปมค่าเงินบาทแข็ง แข่งขันลำบาก ราคาตก แนะเกษตรกรควบคุมการผลิต ด้านผู้ผลิตกุ้ง เสนอ ธปท.-คลังหาทางช่วย

สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าคู่แข่งที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ได้ส่งผลกระทบและสร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยมองว่าขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง


นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า ราคาไก่เนื้อในช่วงนี้ปรับตัวลดลงทั้งตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งมีผลมาจากผู้ประกอบการและเกษตรกรขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการส่งออกไก่สดแช่แข็งในตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยปัจจุบันมีการผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดมากถึง 26-27 ล้านตัว/สัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่มีกำลังการผลิต 24-25 ล้านตัว/สัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราการผลิตที่พอดีกับความต้องการบริโภคและส่งออก โดยปัจจุบันมีราคาตามการประกาศของกรมการค้าภายในที่กก.ละ 36-37 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ขายได้กก.ละ 54.50 บาท
ชี้บาทแข็งทำเสียเปรียบต้นทุน


เขากล่าวว่า จากสถานการณ์ทางด้านการเงินของตลาดหลักๆของไทย คือ สหภาพยุโรป หรืออียู ญี่ปุ่น รวมไปถึงคู่แข่งที่สำคัญคือบราซิล เงินอ่อนค่าลงมาก ในขณะที่เงินบาทของไทยยังแข็งค่าที่ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนการส่งออก และส่งผลให้ผู้นำเข้าต่อรองขอปรับลดราคาไก่ของไทย โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นถือว่ามีผลกระทบมาก เพราะผู้นำเข้าบางรายหันไปสั่งซื้อจากจีนแทน ซึ่งเสนอขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าไทยมาก เฉลี่ยที่ 200-300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน
“โดยปกติการส่งออกในช่วงต้นปี มีน้อยอยู่แล้วเพราะเพิ่งผ่านช่วงเทศกาลไป ประกอบกับผู้นำเข้าต้องปิดบัญชีในเดือน มี.ค. นี้ ทำให้ไม่อยากให้มีตัวเลขที่เป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงชะลอการสั่งซื้อไว้ก่อน ส่วนใหญ่จะเริ่มอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ในขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยตั้งความหวังไว้มากในการส่งออกไก่สดแช่แข็ง ดังนั้นจึงขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้กระทบกับราคาจำหน่ายและผู้นำเข้าต่อรองได้มากขึ้น “ นายคึกฤทธิ์ กล่าว


วอนเกษตรกรชะลอเพิ่มกำลังผลิต
นายคึกฤทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่ค่าเงินคงเป็นไปได้ยาก เพราะขณะนี้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยังไม่ส่งสัญญาณใดๆ ออกมา ดังนั้นเพื่อให้ราคาไก่เนื้อปรับตัวสูง จึงต้องขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการและเกษตรกรทุกราย ชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตไว้ก่อน เพื่อให้ปริมาณไก่เนื้อที่ออกสู่ตลาดลดลง โดยคาดว่าราคาไก่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ในช่วงตรุษจีนนี้ และหากสถานการณ์ไม่พลิกผันจนเกินไป แนวโน้มการส่งออกอาจจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ในปี 58 คาดว่าจะส่งออกได้รวม 6 แสนตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านที่ส่งออกได้ 5.7 แสนตัน ในจำนวนนี้การส่งออกไก่แปรรูปจะขยายตัวไม่มากคาดว่าจะทำได้ 4.2 แสนตันเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่ในส่วนของไก่สดแช่แข็งคาดว่าจะขยายมากขึ้นเป็น 1.8 แสนตัน จากปีที่ผ่านมาส่งออกได้ 1.5 แสนตัน ตลาดที่จะขยายได้ คือ ญี่ปุ่นที่หันมาสั่งซื้อไก่สดแช่แข็งมากขึ้น


“ในขณะนี้คนญี่ปุ่นประหยัดค่าใช้จ่ายกันมาก เพราะค่าเยนที่ปรับตัวลดลง เป็น 90 ต่อดอลลาร์สหรัฐนั้น ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคในญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น ส่วนตลาดเกาหลีใต้ผ่านการรับรองขั้นที่ 4 และอยู่ระหว่างการรับรองขึ้นที่ 5 เหลือขั้นที่ 6-7 ที่คาดว่าจะใช้เวลาไม่มากนัก โดยไทยจะสามารถเปิดตลาดแห่งนี้ได้ช่วงเดือน มิ.ย. จะเป็นความหวังช่องทางการระบายไก่สดของไทยได้เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดอื่นๆ เช่น รัสเซีย คงไม่คาดหวังเพราะประสบภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง” นายคึกฤทธิ์ กล่าว


มันสำปะหลังราคาหดตัวตามธัญพืช
นายเจน วงศ์บุญสิน ที่ปรึกษาสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า การส่งออกมันสำปะหลังของไทยไม่มีปัญหาทางด้านการตลาด เพราะทุกประเทศยังต้องการสำปะหลังจากไทย ดังนั้นผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในปีนี้ประมาณ 7 ล้านตัน จึงสามารถจะส่งออกได้ทั้งหมด แต่มูลค่าการส่งออกจะลดลงอย่างน้อย 10 % ตามราคาสินค้าธัญพืชทั่วโลกที่ปรับตัวลดลงทุกชนิด


นอกจากนี้จากราคาน้ำมันดิบของโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนปรับลดการใช้แอลกอฮอล์ตามไปด้วย จากเดิมที่ไทยส่งออกมันสำปะหลังในตลาดนี้ ที่ส่วนใหญ่นำไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์ จึงมีการต่อรองราคากับไทยบ้าง มูลค่าส่งออกทำได้น้อยกว่าที่คาด แต่จากราคาที่ลดลงดังกล่าวทำให้ค่าระวางเรือลดลง ทดแทนราคาที่ต่อรองได้ระดับหนึ่ง


ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกที่ลดลงนั้นจะส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาต่ำลงไปด้วย โดยราคาในปัจจุบันอยู่ที่กก.ละ 2 บาท ลดลงจากเดิมที่ขายได้ กก.ละ 2.30-2.40 บาท


แนะชะลอเก็บเกี่ยวผลผลิต
การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คงไม่สามารถดำเนินการได้ในส่วนของค่าน้ำมัน ค่าเงิน เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นเกษตรกรควรจะหันมาควบคุมการผลิตแทน โดยควรชะลอการเก็บเกี่ยวช่วงเดือน ม.ค. - มี.ค. ที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมาก หรือเก็บเกี่ยวในปริมาณที่ตลาดต้องการ เช่นเก็บเกี่ยวเพียง 70-80 % ของพื้นที่ปลูก เก็บส่วนหนึ่งตากแห้งเอาไว้เพื่อใช้เป็นพันธุ์ต่อในฤดูกาลปลูกต่อไป วิธีการนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถสร้าง Power Market แต่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้เกษตรกรมีลานตากโรงเรือนสำหรับเก็บ อุดหนุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งหมดนี้จะทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่ดีตลอดทั้งปี


วอนธปท.-คลังหามาตรการดูแลบาท
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตกุ้งของไทยที่คาดว่าจะดีขึ้นในปีนี้ ในขณะที่ความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีมาก แต่จากภาวะเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก ประสบภาวะที่เลวร้ายมาก ทำให้การส่งออกกุ้งในขณะนี้ปรับลดลงเพื่อแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดจีนที่ภาวะเศรษฐกิจยังดูดี แต่ไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรต่างหัน และรุมเฉพาะตลาดนี้ ทำให้เกิดการต่อรองราคาขึ้น
ส่วนตลาดอื่นๆทั้ง ญี่ปุ่น อียู รัสเซีย แย่หมด สหรัฐฯยังทรงๆไม่ดีขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้อยู่ที่เงินที่อ่อนค่าเหมือนกันหมด ยกเว้นบาทไทยที่ยังแข็งค่าอยู่ ส่งผลให้การส่งออกลำบาก จึงอยากจะให้ ธปท.ร่วมกับกระทรวงการคลัง หาแนวทางเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้างระดับหนึ่ง ตามสกุลยูโร ที่ลดลงเหลือ 44 บาทต่อยูโร เยน 33 บาทต่อเยน และรูปีของอินเดียที่อ่อนตัวมาก 70 รูปีต่อดอลลาร์ อ่อนค่ากว่าไทยกว่าเท่าตัว


นอกจากนี้ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งเพื่อส่งออก ต่างปรับลดค่าเงินกันหมดแล้ว หากบาทไทยยังแข็งค่าแบบนี้การส่งออกมีปัญหาแน่ รวมทั้งยังเกี่ยวพันมาถึงการท่องเที่ยวในประเทศที่จะมีการจับจ่ายใช้สอยลดลงไปด้วย
“ค่าเงินมันสำคัญมาก ขอให้กระทรวงการคลัง กับ ธปท. หาค่าเหมาะสมของดุลค่าเงินมากกว่านี้ สินค้าเกษตรทุกประเทศในโลกสามารถผลิตขายได้ ไม่ได้มีไทยประเทศเดียว การแข่งขันในตลาดมันสูงอยู่แล้ว อีกทั้งในปีที่ผ่านมาผลผลิตทั้งโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยต่ำอยู่แล้ว สินค้าของไทยยังต้องถูกกดซ้ำจากค่าเงินอีก สุดท้ายเกษตรกรไทยจะอยู่ไม่ได้ “นายพจน์ กล่าว