นักเศรษฐศาสตร์-นักการเงิน ห่วงส่งออกไทยหดตัวต่อเนื่อง หลังเงินบาทแข็งเทียบคู่ค้า-คู่แข่ง หวั่นสูญความสามารถการแข่งขัน
“กอบศักดิ์” ชี้เงินบาทแข็งเกินพื้นฐาน ด้าน “ตีรณ” ห่วงติดลบเป็นปีที่ 3 มองเศรษฐกิจคู่ค้าไม่ฟื้น เชื่อแทรกแซงค่าเงินไม่ช่วยส่งออก ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรจ่อหั่นคาดการณ์ส่งออกลง
การส่งออกของไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ติดลบต่อเนื่อง ในขณะที่ปี 2558 ผลจากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง ส่งผลต่อสินค้าส่งออกในบางหมวด เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีราคาที่ปรับลดตาม กระทบต่อตัวเลขในเชิงของมูลค่าการส่งออก อีกทั้งเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังอ่อนแอ บวกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน ทำให้สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจหลายแห่ง เริ่มแสดงความเห็นห่วงว่า การส่งออกไทยในปีนี้อาจยังไม่ฟื้นตัว
สำหรับค่าเงินบาทไทยเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน สะท้อนผ่านดัชนีค่าเงิน NEER ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ได้ปรับขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 110.29 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดัชนีค่าเงิน NEER อยู่ที่ระดับ 102.10 บ่งบอกถึงค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การส่งออกของไทยในปีนี้อาจไม่ได้ดีขึ้นกว่าปีก่อนมากนัก เพราะปัจจุบันภาคส่งออกไทย กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน สะท้อนผ่านดัชนีค่าเงิน NEER ที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง
“ช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทไทยแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เรียกว่ามีเสถียรภาพมาก แต่อาจจะมากเกินไป เพราะถ้าดูค่าเงินสกุลอื่นที่เป็นคู่ค้าและคู่แข่งขันของไทย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์เองอ่อนค่าลงไป 6% หรือ มาเลเซียเองก็อ่อนค่าลง 9%”นายกอบศักดิ์กล่าว
ชี้บาทแข็งเกินพื้นฐาน
นายกอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ค่าเงินบาทที่ทรงตัว ทั้งยังแข็งค่าขึ้นในบางช่วงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในขณะที่เศรษฐกิจยังมีคำถามเรื่องการเติบโต รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนก็ยังไม่ฟื้น จึงมีคำถามว่าเพราะเหตุใดเงินบาทจึงแข็งค่าขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ค่าเงินบาทถูกมองว่า แข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน
“จีดีพีเราไม่ได้โต ส่งออกก็ไม่โต แล้วทำไมค่าเงินถึงแข็งขึ้น อันนี้คือคำถาม ซึ่งผมคิดว่า ค่าเงินบาทไทยเทียบกับทุกคนแล้ว เงินบาทเราแข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”นายกอบศักดิ์กล่าว
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องสงครามค่าเงินนั้น นายกอบศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่มีสงครามค่าเงินแน่นอน เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความแตกต่างไปด้วย และผลของนโยบายการเงินที่แตกต่างกันได้สะท้อนผ่านค่าเงินที่สวนทางกัน
ส่งออกเสียความสามารถแข่งขัน
สำหรับเรื่องการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทไม่อ่อนค่าลง แต่ถ้าดูพื้นฐานเศรษฐกิจเทียบกับประเทศอื่นที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดีกว่าไทย เช่น สิงคโปร์ ค่าเงินเขาก็อ่อนค่าลง ในขณะที่ ธปท. เองยืนยันที่จะปล่อยให้ค่าเงินเป็นไปตามกลไกตลาด จึงทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าที่ควรเป็น
“ส่งออกปีนี้ถ้าค่าเงินเราไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่เงินยูโรกับเงินเยน รวมทั้งเงินสกุลอื่นในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง เราก็คงเสียความสามารถการแข่งขันไป ถ้านับเฉพาะเงินดอลลาร์เทียบยูโร ช่วง 6 เดือน ดอลลาร์แข็งจาก 1.4 ดอลลาร์ต่อยูโร มาเป็น 1.1 ดอลลาร์ต่อยูโร สะท้อนภาพเงินยูโรที่อ่อนลง 30% แต่เงินบาทนิ่งเทียบดอลลาร์ ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบยูโรโดยปริยาย แน่นอนว่ามีผลกระทบต่อการส่งออกไปกลุ่มยูโรด้วย”นายกอบศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ก็มีผลทำให้การส่งออกในส่วนของปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของการส่งออก ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เป็นการลดลงในเชิงมูลค่าจากราคาน้ำมันที่ลดลง และถ้าตัดในส่วนนี้ออกไป ภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือนธ.ค.2557 ถือว่าดีขึ้น
“จริงๆ แล้วตัวเลขเดือนธ.ค.ของการส่งออก ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2557 แต่ราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้การส่งออกที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ในเชิงมูลค่าลดลงตามไปด้วย ซึ่งถ้าตัดเรื่องนี้ออกไป ภาพรวมการส่งออกของเราดีขึ้น แต่ปัญหาราคาน้ำมันที่ลดลง จึงทำให้ภาพดูบิดเบือนไปเล็กน้อย”นายกอบศักดิ์กล่าว
เผยส่งออกส่อติดลบปีที่ 3
นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การส่งออกของไทยในปีนี้มีความเสี่ยงที่จะติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3เนื่องจากกำลังซื้อทั่วโลกยังอ่อนแอ และราคาน้ำมันที่ลดลงยังส่งผลต่อกำลังซื้อของบางประเทศที่ลดตามด้วย
”เศรษฐกิจโลกขณะนี้กำลังเผชิญกับภาวะเงินฝืด สะท้อนผ่านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง โดยเฉพาะน้ำมันที่คาดว่าจะอยู่ต่ำต่อเนื่องไปอีก 2 ปี ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อของคนด้วย ขณะที่ราคาสินค้าก็ชะลอตามแรงซื้อ เมื่อภาพตรงนี้มันเปลี่ยน คนก็ยิ่งชะลอการใช้จ่าย ตัวเลขเงินเฟ้อโลกที่ออกมาก็สะท้อนไปในภาพนั้น” นายตีรณ กล่าว
เชื่อแทรกค่าบาทไม่ช่วยดันส่งออก
นอกจากนี้อัตราแลกเปลี่ยนโลกที่ผันผวนยังมีผลต่อการส่งออกด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น เพราะเมื่อเราขายสินค้าได้และแปลงกับมาเป็นเงินดอลลาร์ ทำให้มูลค่าที่ได้ลดลง ขณะที่ค่าเงินบาทก็แข็งค่าตามค่าเงินดอลลาร์ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเป็นการส่งออกในรูปเงินบาท เชื่อว่าการเติบโตยังทำได้ในระดับ 4-5% ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ
ส่วนความพยายามของหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กดเงินบาทให้อ่อนค่าลงเพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออกนั้น นายตีรณ กล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินบาทเพียงแค่ชั่วคราว คงไม่ได้ช่วยภาคการส่งออกไทยมากนัก เพราะผู้ค้าขายก็คงใช้วิธีป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแทน ยกเว้นแต่เงินบาทจะมีทิศทางที่อ่อนค่าลงเองในระยะยาวตามกลไกตลาด
“มีโอกาสที่ส่งออกจะติดลบต่ออีกปี ถ้าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น เพราะตรงนี้กระทบต่อการส่งออกแน่นอน ส่วนค่าเงินจะช่วยการส่งออกได้ก็ต่อเมื่อเป็นทิศทางอ่อนค่าที่ชัดเจนในระยะยาว ตามกลไกธรรมชาติของตลาด เพราะถ้าอ่อนค่าจากการแทรกแซงก็คงไม่ได้ช่วยการส่งออกมากนัก”
นายตีรณ กล่าวด้วยว่า การจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยกลับมาเติบโตได้ คงต้องเน้นกระจายตลาดการส่งออกที่มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง เพราะยังถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง
ศูนย์วิจัยกสิกรจ่อหั่นส่งออก
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯ อยู่ระหว่างพิจารณาปรับตัวเลขคาดการณ์การส่งออกไทยในปีนี้ใหม่ เนื่องจากตัวเลขที่ใช้ในปัจจุบันที่ 3.5% ถือเป็นตัวเลขค่อนข้างสูง ในขณะที่สถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ราคาน้ำมันที่ปรับลด ซึ่งมีผลต่อสินค้าส่งออกบางกลุ่มของไทย ตลอดจนค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน ล้วนเป็นปัจจัยกดดันภาคการส่งออกของไทยทั้งสิ้น
“ตัวเลขที่เราใช้ 3.5% ตอนนี้อาจจะค่อนข้างสูงไป ประเด็นที่เรากังวล คือ เงินยูโรที่อ่อนลงมากเมื่อเทียบกับเงินบาท ทำให้การส่งออกของไทยไปยุโรป ซึ่งมีสัดส่วน 10% ของการส่งออกทั้งหมด อาจส่งผลกระทบกับการส่งออกไทยพอสมควร นอกจากนี้เรื่องราคาน้ำมัน ก็ยังกระทบกับสินค้าส่งออกในบางกลุ่มของเราด้วย จึงมองว่าปีนี้มีหลายปัจจัยที่ทำให้การส่งออกของไทยไม่สู้ดีนัก”นายเชาว์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยฯ ขอรอดูตัวเลขการส่งออกจริงออกมาก่อนว่าเป็นอย่างไร โดยตัวเลขขั้นต่ำที่มองไว้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1% ในขณะที่สำนักวิจัยหลายๆ แห่งเองก็เริ่มปรับมุมมองการส่งออกลงมาเหลือ 1-1.5%
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลรับผิดชอบผลักดันการส่งออก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายที่ 4 % โดยหันมาทำการตลาดสนับสนุนการส่งออกไปอาเซียนและการค้าชายแดนมากขึ้น เพื่อชดเชยกับการส่งออกที่ชะลอตัวในตลาดหลักต่างๆ









