"บีเอ็มซีแอล" โยนบิ๊กล็อตบีเอ็มซีแอล 200 ล้านหุ้น มูลค่า 386 ล้านบาท "ช.การช่าง" ยันไม่ใช่ผู้ทำรายการ
ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะเป็นรายการของนักลงทุนรายใหญ่ ระบุหากเป็นรายการระหว่างบีเอ็มซีแอล และบีอีซีแอล น่าจะเกิดขึ้นหลังประชุมผู้ถือหุ้นเดือนเม.ย.
รายงานการซื้อขายในกระดานรายใหญ่วานนี้ (6 ก.พ.) พบว่า มีรายการการซื้อขายของหลักทรัพย์บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) 3 รายการ รวมเป็นจำนวน 200 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 386 ล้านบาท ขณะที่ราคาซื้อขายในกระดานทั่วไป ปิดการซื้อขายที่ 1.93 บาท มูลค่าการซื้อขาย 471.1 ล้านบาท
นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบีเอ็มซีแอล กล่าวว่า บริษัทยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายในกระดานรายใหญ่ของหุ้นบีเอ็มซีแอล และยืนยันว่าไม่ใช่การทำรายการของบริษัทแน่นอน
ทั้งนี้ บีเอ็มซีแอล และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) มีแผนจะควบรวมกิจการ ก่อนการควบรวมกิจการ บีอีซีแอล ต้องขายหุ้นที่ถือหุ้นอยู่ใน บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ 10% หรือคิดเป็น 2,050 ล้านหุ้น ออกมาก่อน ซึ่งคาดการณ์กันว่า ผู้ที่เข้ามารับซื้อ น่าจะเป็นบริษัท ช.การช่าง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้ง 2 บริษัท
ข้อมูลจากบริษัท ช.การช่าง ระบุไว้ว่า บริษัทเตรียมเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบรวมบีเอ็มซีแอล กับบีอีซีแอล แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าผู้ถือหุ้นจะพอใจกับการควบรวมครั้งนี้ เพราะผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่หากมีผู้ถือหุ้นผู้คัดค้าน ก็มีพันธมิตรในประเทศสนใจซื้อหุ้นดังกล่าว
สำหรับแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ และกู้สถาบันการเงิน คาดการควบรวมทั้ง 2 บริษัทจะเสร็จราวเดือน ก.ค.นี้ โดยทุนจดทะเบียนใหม่หลังการควบรวม 15,285 ล้านบาท มีมาร์เก็ตแคป 78,000 ล้านบาท
ด้านนักลงทุนสัมพันธ์ บีเอ็มซีแอล กล่าวว่า บริษัทยังไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดของการซื้อขายหุ้นในกระดานรายใหญ่ 200 ล้านหุ้น วานนี้ (6 ก.พ.) หากได้รับการแจ้งข้อมูลจากผู้ทำรายการ จะทำการแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ในลำดับต่อไป
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า รายการบิ๊กล็อตวานนี้ (6 ก.พ.) ไม่ใช่การทำรายการระหว่างบีเอ็มซีแอล และบีอีซีแอล ทั้งนี้บีอีซีแอล ต้องขายหุ้นที่ถือในบีเอ็มซีแอล ออกมา 10% หรือคิดเป็น 2,050 ล้านหุ้น ซึ่งจะเป็นการทำรายการระหว่างบริษัท และจะทำรายการเต็มจำนวนคราวเดียว ซึ่งน่าจะเป็นการทำรายการของนักลงทุนรายใหญ่ที่ลงทุนอยู่ในบีเอ็มซีแอลมากกว่า
นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า การควบรวมกันจะช่วยเสริมจุดอ่อนของแต่ละบริษัทให้แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยบีอีซีแอล มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับ โปรเจคใหม่ๆ ค่อนข้างสูง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โปรเจคการสร้างทางด่วนมีออกมาค่อนข้างน้อย ส่งผลให้บีอีซีแอล เติบโตลดลงน้อย ขณะที่บีเอ็มซีแอล แม้ปัจจุบันจะมีภาระค่าใช้จ่ายสูง แต่มีศักยภาพการเติบโตดี จากโปรเจคปีนี้ที่คาด จะเปิดประมูลกว่า 2 แสนล้าน ทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง)
ฝ่ายวิจัยยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการควบรวมของ 2 บริษัท เพราะการควบรวมดังกล่าว จะเป็นการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ ช. การช่าง ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในระยะสั้นยังคงมีความไม่ชัดเจนในแง่ของสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ซึ่งในมุมของบีเอ็มซีแอล การควบรวมจะส่งผลบวกต่อต้นทุนการกู้ยืม เพราะคาดว่า D/E จะลดลงค่อนข้างชัดเจน ขณะที่ในมุมของบีอีซีแอล คาดว่าด้วย D/E ที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) พิจารณาปรับเครดิต เรทติ้งใหม่ได้








