ดัชนีตลาดหุ้นเดือนก.พ.ฟื้น หลังเศรษฐกิจโลกกลับมาสดใส นักลงทุนต่างประเทศความเชื่อมั่นพุ่งสูงสุด
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นตลาดทุนใน 3 เดือนข้างหน้า ของเดือนก.พ. อยู่ที่ 115.59 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.95 % แม้จะอยู่ในกรอบทรงตัวแต่มีแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มนักลงทุน ปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนให้มีการปรับเพิ่มขึ้นนั้น เป็นปัจจัยจากต่างประเทศมากที่สุด
"ความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม โดยความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด 74.99 % มาอยู่ที่ 116.67 จุด ในขณะที่นักลงทุนสถาบันปรับเพิ่มขึ้น 44.44 % มาอยู่ที่ 108.33 จุด ส่วนกลุ่มนักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูงสุดในการทำการสำรวจรอบนี้ คือ นักลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ อยู่ที่ 140.00 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 16.67 %"
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อตลาดทุนในอนาคต สูงสุดคือปัจจัยสถานการณ์ต่างประเทศ รองลงมาคือเศรษฐกิจในประเทศ 27.13 % นโยบายด้านเศรษฐกิจ 24.0 % เหตุการณ์การเมือง 13.3 % และเหตุความไม่แน่นอน 6.9 % โดยหมวดอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุนนั้น นักลงทุนรายบุคคล บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และ สถาบันต่างประเทศ มีความเห็นว่า หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างน่าลงทุนมากที่สุด ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศมองว่ากลุ่มสื่อสารน่าสนใจลงทุนมากที่สุด ส่วนหมวดอุตสาหกรรมที่ไม่น่าลงทุนนั้น นักลงทุนรายบุคคล นักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติ มองว่ากลุ่มทรัพยากรไม่น่าลงทุนมากที่สุด ส่วนบริษัทหลักทรัพย์มองว่ากลุ่มบริการและท่องเที่ยวไม่น่าลงทุนมากที่สุด
การทำสำรวจในครั้งนี้เป็นการจัดทำช่วงเดือนก.พ. ทำให้นักลงทุนแต่ละกลุ่มยังมองปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในอนาคต หรือการประเมินการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรป แต่ยังไม่ได้รวมเหตุการณ์ระเบิดในประเทศ และเหตุการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยเป็นเรื่องที่ต้องติดตามในระยะถัดไป
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพของตลาดหุ้นในอนาคตจะมีทิศทางที่ขัดแย้งอย่างชัดเจน หากประเมินในปัจจัยพื้นฐาน ตลาดหุ้นไทยยังมีแต่ทรงกับทรุด เพราะตัวเลขผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มถูกปรับประมาณการลง ทิศทางเดียวกับกำไรต่อหุ้นที่จะปรับตัวลดลงเช่นกัน
แต่ดัชนีตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ จากสภาพคล่องที่มีอยู่ล้นโลก และยิ่งผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับลดลง ทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนของตลาดหุ้นกับพันธบัตร ต่างกัน 4.2 % ทำให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น ผลดังกล่าวจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ทดสอบระดับ 1,655 จุด หรือที่ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น ที่ 16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ก่อนที่จะเผชิญกับแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ ซึ่งการลงทุนในตลาดหุ้นยังทำได้ แต่ให้เลือกลงทุนในรายหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และ กลุ่มก่อสร้าง
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพของเศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีความเสี่ยงในการครบรอบการพิจารณางบประมาณประจำปีในเดือนมี.ค. หากไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้ จะเผชิญกับปัญหาหน้าผาทางการคลัง และการผิดนัดชำระหนี้ในรอบใหม่ ในขณะสภาพคล่องทั่วโลกยังมีรอยู่จำนวนมาก ทั้งการประกาศทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ ของธนาคารยุโรป ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยมากขึ้นถึง 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ในขณะที่หลายประเทศก็เริ่มมีการเตรียมสภาพคล่อง เพื่อรับมือภาวการณ์ดังกล่าวเช่นกัน สภาพการดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับเงินทุนเคลื่อนย้ายอีกครั้ง
สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น ยังต้องหวังพึ่งกับการลงทุนโครงการของภาครัฐบาล ในการเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยยอมรับว่ายังน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงนั้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่กดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลงและมีความเสี่ยงที่จะติดลบ ส่วนคำถามที่ว่ามีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่ ยังไม่น่ากังวล เพราะการลงทุนภาครัฐและเอกชนยังมีอยู่ต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งที่เปราะบางและเฝ้าระวัง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น่าจะใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายในการแก้ไขปัญหาเงินฝืด และน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2 % เท่าเดิม
ศูนย์วิจัยอยู่ระหว่างพิจารณาปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ จากเดิมที่ 3.5 % ซึ่งครั้งนี้ต้องมีการรอดูตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ของไตรมาสที่ 4 ออกมาก่อน ทั้งนี้ประมาณการรอบใหม่ยังไม่แน่ว่าจะมีการปรับขึ้นหรือปรับลง เพราะจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่งผลดีต่อหลายภาคส่วน








