วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลดแรงกดดันสัมปทานปิโตรฯ เปิดช่องแบ่งผลผลิต3แปลง

"กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ" ลดกระแสต้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ยอมแก้ไขประกาศเชิญชวนเพิ่มเงื่อนไข

ให้รัฐเจรจาเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตใน 3 แปลงสำรวจที่มีศักยภาพภายใน 4 ปี ขีดเส้นวันปิดรับคำขอภายใน 18 ก.พ.ตามเดิม "รสนา"ชี้เป็นคำลวงของรัฐปรับสัญญาเป็นแบ่งผลผลิตหวังลดกระแสต้านเปิดสัมปทาน ย้ำรัฐต้องชะลอเปิดสัมปทานไป 1 ปีแก้จุดอ่อนพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

กระแสการออกมาคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ของเครือข่ายภาคประชาชน ได้สร้างแรงกดดันให้กับภาครัฐ รวมทั้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้มีมติไปก่อนหน้านี้ให้เสนอรัฐบาลชะลอการเปิดสัมปทานออกไปก่อน ในที่สุดภาครัฐได้หาทางผ่อนคลายแรงกดดันด้วยการเปิดช่องให้มีการเจรจาบางแหล่งผลิต ให้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต แทนระบบสัมปทานได้

นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้ประกาศเชิญชวน ให้มีการยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจต่างๆ เขตพื้นที่บนบกและในทะเลอ่าวไทย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 และสิ้นสุดกำหนดการยื่นขอในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 นั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปด้านพลังงาน ตามนโยบายของรัฐบาลและข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ส่งถึงกระทรวงพลังงานแล้ว ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงเห็นควรให้มีการเพิ่มเติมเงื่อนไขในประกาศเชิญชวน และลงนามแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2558 ที่ผ่านมา

รายละเอียดประกาศ ข้อ 2.4 (2) วรรคสอง “ผู้ยื่นขอทุกรายจะยินยอมให้กระทรวงพลังงานเปิดเผยคำขอ พร้อมทั้งโครงการและข้อผูกพันด้านปริมาณเงินและปริมาณงานที่ยื่นประกอบคำขอเมื่อสิ้นสุดการพิจารณา”

เปิดช่องปรับสัญญาแบ่งปันผลผลิต

ข้อ 4.8 “ในกรณีที่รัฐมีนโยบายให้นำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือระบบบริหารจัดการอื่นใด มาใช้สำหรับแปลงสำรวจในอ่าวไทยหมายเลข G3/57 G5/57 และ G6/57 เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมของแปลงดังกล่าวยิ่งขึ้น รัฐบาลอาจใช้สิทธิแจ้งให้ผู้ได้รับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมาเจรจาเพื่อตกลงและยินยอมเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประโยชน์ สิทธิ และหน้าที่ให้เป็นไปตามนโยบายนั้นก็ได้ โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับสัญญาที่มีอยู่ระหว่างกัน ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กฎหมายจะได้กำหนดต่อไป โดยการใช้สิทธิแจ้งของรัฐบาลตามข้อนี้จะต้องดำเนินการภายใน 4 ปีแรกของช่วงระยะเวลาสำรวจ”

ชี้ 3 แปลงสำรวจพบปิโตรเลียมแล้ว

นางพวงทิพย์ กล่าวว่า บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งแสดงความสนใจที่จะเข้ายื่นขอรับสิทธิสำรวจในครั้งนี้ มีความเข้าใจ ถึงสถานการณ์ของประเทศเกี่ยวกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 มาพอสมควรแล้ว เชื่อว่าการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว จะไม่กระทบต่อการตัดสินใจ เพราะยังมีเวลาในการพิจารณาในรายละเอียด เนื่องจากส่วนใหญ่ในการเปิดสัมปทานในรอบที่ผ่านๆมา มักจะมีการยื่นคำขอในสัปดาห์สุดท้ายของวันปิดรับคำขอ

“ที่เลือกเฉพาะแปลง G3/57 ,G5/57 และ G6/57 ที่รัฐจะใช้สิทธิ์ในการเจรจาเพื่อเปลี่ยนจากระบบสัมปทาน มาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ได้ภายใน 4 ปีนั้น เพราะเป็นแปลงที่เคยมีการสำรวจพบปิโตรเลียมแล้ว แต่ยังไม่สามารถพัฒนาได้ในเชิงพาณิชย์ จึงคืนพื้นที่กลับมา ในขณะที่แปลงสัมปทานอื่นๆ ที่เหลือทั้งในอ่าวไทยและบนบก นั้นยังไม่มีการพบปิโตรเลียม หากเพิ่มเงื่อนไขเรื่องระบบแบ่งปันผลผลิต จะทำให้ไม่มีนักลงทุนสนใจเลย ทั้งนี้ใน 29 แปลงสำรวจ หากมีผู้ยื่นขอรับสิทธิ มากกว่า 10 แปลงสำรวจ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว “นางพวงทิพย์ กล่าว

ออกก.ม.รองรับประกาศภายหลัง

นางพวงทิพย์ กล่าวด้วยว่า ประกาศเชิญชวนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เป็นการกำหนดเงื่อนไขในอนาคต ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีการกำหนดเป็นนโยบายและมีการออกกฎหมายรองรับในภายหลัง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ อย่างไรก็ตามหากเห็นว่าระบบแบ่งปันผลผลิตทำให้รัฐได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ส่วนที่กำหนดระยะเวลาเอาไว้ภายใน 4 ปี เพราะเหมาะสมกับงานที่ภาครัฐจะต้องทำการศึกษาในรายละเอียด ทั้งหมด โดยหากเป็นระยะเวลาที่นานกว่านี้ จะทำให้เสียบรรยากาศและโอกาสในการลงทุน

ทั้งนี้เฉพาะขั้นตอนการสำรวจ หากมีการยื่นขอทุกแปลงสัมปทาน จะทำให้เกิดการลงทุนประมาณ 5 พันล้านบาท และแปลงสัมปทานที่เกิดจะศักยภาพของทรัพยากรปิโตรเลียม ประมาณ 1-5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

18ก.พ.ปิดรับคาดพิจารณา 4-5 เดือน

นางพวงทิพย์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีเอกชนที่สนใจเข้ามาขอดูเอกสารและข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อเตรียมยื่นของรับสิทธิสำรวจและผลิต ภายในวันที่ 18 ก.พ. 2558 นี้จำนวนหลายราย อาทิ กลุ่มเชฟรอน ,ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ.,บริษัท บางจากปิโตรเลียม, บริษัทซาลามานเดอร์ เอนเนอร์ยี่ (บัวหลวง) ,บริษัทซีเอ็นพีซีเอชเค(ไทยแลนด์) จำกัด ,บริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด (สาขาประเทศไทย) บริษัท สยาม โมเอโกะ จำกัด

สำหรับขั้นตอนเมื่อครบระยะเวลาตามประกาศ ในวันที่ 18 ก.พ. 2558 แล้ว หากมีผู้ยื่นขอก็พิจารณาคัดเลือก โดยมีคณะทำงานกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คณะอนุพิจารณาคำขอ คณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 4-5 เดือน จึงจะทราบว่าใครเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานในรอบที่ 21 นี้

"รสนา"โต้ปรับสัญญาแค่คำลวง

นางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึง การแถลงข่าวของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่บอกว่ารัฐจะใช้สิทธิในการเจรจา เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในแปลงสำรวจ G3/57 ,G5/57 และG6/57 เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตในภายหลังภายใน 4 ปี ว่า เป็นเพียงคำลวง ที่ไม่สามารถจะนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งหากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความจริงใจ ที่จะเปลี่ยนจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตจริง ก็ควรจะชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งนี้ไปก่อน

โดยอาจจะใช้ระยะเวลาสัก 1 ปี มาดูในรายละเอียดของข้อกฎหมาย จากนั้นรัฐควรจะต้องมีการลงทุนสำรวจข้อมูลศักยภาพปิโตรเลียมเบื้องต้นก่อน เพื่อที่จะมีข้อมูลที่ชัดเจนในการที่เชิญชวนเอกชน มาเข้าร่วมระบบแบ่งปันผลผลิตที่ควรจะดำเนินการทุกแปลงสำรวจ ไม่ใช่ทำเพียงแค่ 3 แปลง

ยันต้องเลื่อนเปิดสัมปทานรอบ 21

“การเลื่อนการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ออกไปก่อนเพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายที่จะรองรับระบบแบ่งปันผลผลิต ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะในขั้นตอนการสำรวจ ก็ให้เวลาถึง 9 ปีอยู่แล้ว หากรัฐมีความจริงใจที่จะทำเรื่องนี้ การออกมาพูดว่าจะรัฐจะสามารถเจรจาเพื่อเปลี่ยนมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตในภายหลัง จึงเป็นเหมือนคำลวง ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นเพียงการลดกระแสคัดค้านจากประชาชน เสมือนว่ารัฐยอมแก้ไข แต่ที่จริงแล้วไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้เพราะสัมปทานที่ให้เอกชนไปแล้วตามกฎหมาย ใช้บังคับย้อนหลังไม่ได้“ นางสาวรสนา กล่าว

นางสาวรสนา กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มีหลายจุดที่จะต้องแก้ไข เพราะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนผู้รับสัมปทานมากเกินไป เช่นเรื่องของการให้เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมที่สำรวจพบ หรือการไปใช้ระบบอนุญาโตตุลาการ ซึ่งในตอนที่ยกร่างกฎหมายดังกล่าว พอเข้าใจได้ว่า รัฐบาลในยุคนั้นอาจจะไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก และเราไม่มีความรู้และเทคโนโลยีในการสำรวจและผลิต แต่ผ่านมาถึงยุคปัจจุบันที่เรามีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว ก็ควรจะต้องแก้ไข