วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.วูบ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอีกรอบ ชี้สินค้าเกษตร-เศรษฐกิจซบ ระบุเป็นปรากฏการณ์ผิดปกติ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ม.ค. จากกลุ่มตัวอย่างประชาชน 2,339 ทั่วประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ม.ค.เท่ากับ 69.7 ลดลงจาก ธ.ค.2557 ซึ่งอยู่ที่ 70.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 74.1 ลดลงจาก 74.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 97.4 ลดลงจาก 98.3

ปัจจัยบวกที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนนี้ เช่น การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่วนปัจจัยลบได้แก่ ประชาชนยังกังวลต่อความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงเป้าขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 2558 ที่ 4%และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยเหลือ 3.9% จากเดิม 4.1% รวมถึงการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ต่ำจากความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ค่าบาทแข็งกว่าสกุลเงินอื่น และราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะยางพาราและข้าวราคาต่ำ อีกทั้งความกังวลของรายได้ภาคเกษตรจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดขยายตัวไม่ได้มากนัก

“ถือว่าเป็นสัญญาณที่แปลกมาก เพราะจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่มีการจับจ่ายใช้สอย บวกกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงน่าจะมีแรงเหวี่ยงให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ผลสำรวจที่ตอบกลับมากับดูไม่ฟื้น ฟื้นตัวช้า ส่วนหนึ่งมาจากกำลังซื้อต่างจังหวัดไม่ดีจากการที่ราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตรไม่ดี จึงทำให้บรรยากาศการทำมาหากินยากขึ้น เพราะขายของไม่ได้ และเชื่อว่ารัฐบาลเองก็คงเห็นภาพนี้แล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการจ้างงานต่างๆ” นายธนวรรธน์ กล่าว

ทางศูนย์ฯ จะมีการปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 ใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะขยายตัวอยู่ที่ 3.5-4% ลดลงเหลือ 3% และการส่งออกที่คาดว่าจะโต 4% ลดเหลือ 1-2% เนื่องจากเศรษฐกิจยังปรับตัวดีขึ้นในระดับที่ช้ากว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องสงครามค่าเงินที่รุนแรง หลังต่างประเทศหันมาใช้นโยบายเงินอ่อน แต่ขณะที่ค่าเงินบาทไทยกลับสวนทางอยู่ในระดับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาส่งออกแข่งขันได้ยาก

นอกจากนี้ยังต้องจับตาภาวะเงินฝืดที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นนั้นว่าส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้นในภาคการบริโภคก็ตาม แต่เมื่อดูภาคผลิตดัชนีลดลงต่อเนื่อง 8 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตมีต้นทุนผลิตที่สูงขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อการจ้างงานใหม่และการปรับเพิ่มค่าแรงหรือสวัสดิการ

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเร่งรัดเบิกจ่ายและหาทางลดค่าครองชีพตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นหลังไตรมาส2 ปีนี้ และมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตได้ 4-5% จากต้นปีที่คาดว่าจะโตได้ 2-3%

ดัชนีความเหมาะสมการซื้อรถยนต์คันใหม่ ม.ค. 101 ลดลงจาก 102.3 ดัชนีความเหมาะสมการซื้อบ้านหลังใหม่ เท่ากับ 76.5 ลดลงจาก 78.2 ดัชนีความเหมาะสมการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว เท่ากับ 80.1 ลดลงจาก 76.7 ดัชนีความเหมาะสมการลงทุนทำธุรกิจเท่ากับ 59.5 ลดลงจาก 62