วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสิกรหันเน้นลูกค้ารายบุคคลแทน

บล.กสิกรไทยยันไม่กระทบการดำเนินงาน แม้พันธมิตรต่างชาติถอนตัว ตั้งเป้าหมายเปิดบัญชีใหม่ 2 หมื่นบัญชี

จากกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ แมคควอรี (ประเทศไทย) จำกัด จะหมดสัญญาในการทำธุรกิจร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงปลายเดือนก.พ.2558 ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับการดำเนินงานบริษัท

นายธิติ ตันติกุลานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับผลการดำเนินงาน โดยบริษัทจะเน้นสัดส่วนนักลงทุนรายบุคคลมากขึ้น เพราะปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนรายบุคคลเป็นลูกค้าหลักจำนวนมาก และมีบริษัทมีแผนชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นไปในการขยายฐานนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวอย่างชัดเจน

"ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนรายบุคคล 80 % และนักลงทุนสถาบันกับนักลงทุนต่างชาติที่ 20 % ซึ่งบริษัทมีแผนจะเน้นนักลงทุนรายบุคคลเป็นหลักอยู่แล้ว โดยบริษัทจะใช้วิธีการขยายฐานนักลงทุนร่วมกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้น"

นายธิติ กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทย มีสาขาอยู่มากกว่า 1,000 สาขา และมีสาขาที่มีหน่วยของบริษัทหลักทรัพย์ตั้งอยู่ประมาณ 80 สาขา บริษัทจะเน้นการขยายฐานในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น รวมถึงการอำนวยความสะดวกลูกค้าธนาคารมีความสะดวกในการเปิดบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มากขึ้น ซึ่งเดิมต้องมีการกรอกข้อมูลผ่านแบบฟอร์มต่างๆ จะมีการปรับปรุงระบบเหล่านี้ให้มีความสะดวกสบาย รวมถึงจะมีการออกผลิตภัณฑ์ของบริษัทรูปแบบใหม่เพิ่มเติม ช่วยดึงดูดให้นักลงทุนหันมาทำการซื้อขายผ่านบริษัททั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนบัญชีลูกค้าทั้งสิ้น 7.5 หมื่นบัญชี มีบัญชีที่เคลื่อนไหวเป็นประจำอยู่ที่ 34 % โดยบริษัทมีแผนจะเพิ่มจำนวนบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 หมื่นบัญชีในปีนี้ และคาดว่าจะมีบัญชีที่เคลื่อนไหวเป็นประจำเพิ่มขึ้นจากภาวะตลาดหุ้นที่คึกคัก

อย่างไรก็ตาม สำหรับการแข่งขันของธุรกิจหลักทรัพย์แม้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา 3 ราย ก็ไม่น่าจะทำให้ภาพของการแข่งขันจะแตกต่างจากปี 2557 มากนัก ซึ่งกลยุทธ์ของบริษัทจะไม่ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น อยู่ที่ 0.19 % สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 0.18 % โดยความตั้งใจของบล.กสิกรไทย คือจะไม่เข้าไปแข่งในด้านค่าคอมมิชชั่น เพาะมองว่าการค้าหลักทรัพย์ไม่ได้มีเพียงการแข่งขันด้านราคา แต่ยังมีการพัฒนายกระดับการให้บริการมากขึ้น โดยในส่วนของบริษัทนั้นปัจจุบันมีจำนวนบทวิเคราะห์อยู่ที่ 150 หลักทรัพย์ โดยบริษัทจะหันไปจับกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น เพราะนักลงทุนให้ความสนใจกับบริษัทกลุ่มดังกล่าวเพราะมีความเคลื่อนไหวที่หวือหวา และมีบริษัทหลักทรัพย์น้อยรายที่จะทำบทวิเคราะห์กลุ่มดังกล่าว

สำหรับเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนนั้น ในช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีปัญหาการแย่งชิงเจ้าหน้าที่บริษัทหลักทรัพย์จำนวนมาก แต่บริษัทก็ยังมีเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนทั้งสิ้น 330 คน และเมื่อคำนวณกับจำนวนบัญชีที่มีอยู่ก็เพียงพอกับการให้บริการ

ด้านแหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า กระแสข่าวการแยกทำธุรกิจของบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่งนั้นเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งจากการวิเคราะห์ในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์นั้นประเมินกันว่า หากมีการแยกกันทำธุรกิจจริง จะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนนักลงทุนด้านนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติที่อาจปรับตัวลดลงไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตามทางฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย น่าจะมีการจัดตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันให้เข้ามาทดแทนในส่วนที่หายไปได้