"ตลาดหลักทรัพย์" ประเมิน มาตรการคุมหุ้นร้อนแรงได้ผลดี ไม่กระทบการซื้อขายหุ้นโดยรวม
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมหุ้นที่มีความร้อนแรง ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ การหมุนรอบของหุ้นจากเดือนธ.ค.ที่ 2 -3% ลดลงไม่ถึง 1% ทำให้ภาพการเก็งกำไรในตลาดหุ้นที่รุนแรงช่วงก่อนหน้าเริ่มปรับตัวลดลง
"หลังจากใช้มาตรการมาระยะหนึ่ง พบว่า การเคลื่อนไหวของหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูง เริ่มปรับลดความร้อนแรงลง โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ค่อนข้างเห็นผลชัดเจน ไม่ได้มีหุ้นที่เคลื่อนไหวร้อนแรงมากๆ เหมือนในอดีต ในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์เคยมีปัญหาการเก็งกำไรในระดับสูงช่วงปี 2540 พบว่ามีหุ้นที่ซื้อขายเปลี่ยนมือ 120% ของมาร์เก็ตแคป"
การใช้มาตรการนี้ไม่ได้มีผลกระทบกับภาพรวมซื้อขาย เพราะช่วงที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นเดือนม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4-5% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับตัวขึ้นแตะระดับ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีกติกาการนำหุ้นเข้ามาตรการควบคุมหุ้นร้อนแรงชัดเจน ได้แก่ 1. มูลค่าการซื้อขายผิดปกติ 2.ราคาหุ้นผิดปกติ และ 3.การซื้อขายเปลี่ยนมือมากกว่าปกติ หากหุ้นใดเข้าเกณฑ์ดังกล่าวครบ 3 ข้อ จะถูกเข้ามาตรการควบคุมหุ้นร้อนทันที
ส่วนกระแสข่าวที่ว่า มีบริษัทหลักทรัพย์เริ่มพูดถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจส่งผลให้หุ้นอาจเข้าเกณฑ์ดังกล่าวง่ายกว่าปกติ ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้พูดคุยกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยมาโดยตลอด ทั้งก่อนออกและหลังการออกมาตรการ ไม่พบว่าบริษัทหลักทรัพย์มีการหารือกันในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ตัวเลขของจำนวนหุ้นที่ถูกให้ซื้อขายด้วยเงินสด ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ เพราะหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์นำมาใช้ คือ หากหลักทรัพย์แม่ หรือวอร์แรนท์ หลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งถูกให้ซื้อขายด้วยเงินสด หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องต้องซื้อขายด้วยเงินสดทั้งหมดด้วย ทำให้จำนวนหุ้นที่ซื้อขายด้วยเงินสดปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ข้อที่น่ากังวล
สำหรับนักลงทุนรายบุคคล ที่มีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 70% เป็นผลจากช่วงที่ผ่านมานักลงทุนรายบุคคลให้ความสนใจตลาดหุ้นมากขึ้น ปัจจุบันมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ปรับขึ้นแต่ระดับ 1.1 ล้านบัญชี โดยนักลงทุนรายบุคคลมีความรู้ในการซื้อขายหุ้นมาก
ส่วนนักลงทุนสถาบันที่ปรับลดลงเหลือ 8.5 % จากปีก่อนที่ 8.7% และนักลงทุนต่างชาติที่ 19% จากปีก่อนที่ 26% แม้สัดส่วนจะปรับตัวลดลง แต่มูลค่าปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งการเติบโตของนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่มไม่ทันกับการเติบโตของนักลงทุนรายบุคคล ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ต้องการเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่มเพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศ หลังจากมีกระแสข่าวการไม่ต่ออายุกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ทำให้นักลงทุนเริ่มตระหนักถึงการออมเงินผ่านกองทุนรวมมากขึ้น ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดทุนเพิ่มขึ้น
สำหรับทิศทางของเงินทุนเคลื่อนย้ายปีนี้ จะมีความรุนแรงน้อยกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ที่เงินทุนต่างชาติไหลออกจากไทยต่อเนื่อง แม้สัดส่วนต่างชาติถือครองหุ้นไทย 34% หลายคนมองว่าค่อนข้างต่ำ แต่ต้องไม่ลืมว่า เป็นการถือครองบนมาร์เก็ตแคปเกือบ 15 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับอดีตที่ 37% บนมาร์เก็ตแคป 11 ล้านล้านบาท แม้ในแง่สัดส่วนลดลง แต่ส่วนของมูลค่าไม่ได้ปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ทิศทางของเงินทุนเคลื่อนย้ายปีนี้ จะไม่รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะเริ่มเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เริ่มชัดเจนมากขึ้น เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ดีมากนักมีการอัดฉีดสภาพคล่องต่อเนื่อง ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว และจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ปัจจัยพวกนี้นักลงทุนรับรู้ข่าวไปแล้ว ทำให้ในระยะสั้นเริ่มเห็นถึงเงินทุนต่างชาติ









