"แบงก์ชาติ" เผยผลสำรวจความเห็นภาคธุรกิจไทย พบราคาน้ำมันที่ลดลง เริ่มส่งผลต่อต้นทุนชัดเจนขึ้น
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้สำรวจความเห็นของภาคธุรกิจไทย ซึ่งพบว่า ภาคธุรกิจส่วนใหญ่มองว่าต้นทุนการประกอบธุรกิจมีแนวโน้มลดลงชัดเจนในไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากผลของราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เริ่มส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของธุรกิจลดลงชัดเจนมากขึ้น และน่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนที่ถูกลงไปยังราคาสินค้าได้บ้าง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจปิโตรเลียมคาดว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3 - 6 เดือน ส่วนผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่า ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและที่ดินจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามสัญญาณการฟื้นตัวของภาคก่อสร้าง
สำหรับภาวะธุรกิจไตรมาสแรกปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่า ภาวะธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากปัจจุบัน ทั้งนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ประเมินว่า การบริโภคจะฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ เนื่องจากกำลังซื้อของครัวเรือนยังคงจำกัด โดยคาดว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558
สำหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง จากผู้ประกอบการรอประเมินความชัดเจนของนโยบายภาครัฐและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในระยะต่อไป ส่วนการส่งออกสินค้ามีสัญญาณดีขึ้น แต่ยังคงเปราะบางตามภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ดีโดยมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ทยอยปรับดีขึ้น
อย่างไรก็ตามกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และอัตราการปฏิเสธการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป
สำหรับแนวโน้มความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจในไตรมาสแรกปีนี้ จากการสำรวจของธปท.พบว่า สถาบันการเงินได้ประเมินว่า ธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ และธุรกิจที่เป็นขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) จะต้องการสินเชื่อเพิ่มเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เน้นตลาดในประเทศ เช่น การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ภาคอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ส่วนมาตรฐานการให้สินเชื่อในไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะผ่อนคลายมาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์และยังมีทางเลือกจากการระดมทุนในตลาดทุนที่มากขึ้น
สำหรับสินเชื่อครัวเรือน พบว่า ในไตรมาสแรกปีนี้ ความต้องการสินเชื่อครัวเรือนเกือบทุกประเภทจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนที่ดีขึ้นโดยเฉพาะการบริโภคสินค้าไม่คงทน ส่วนมาตรฐานการให้สินเชื่อภาคครวเรือน พบว่า สถาบันการเงินยังคงรักษาระดับมาตรฐานการให้สินเชื่อไว้เท่าเดิมหลังจากได้เพิ่มความเข้มงวดไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขึ้นบ้าง สะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง
ด้านรายงานเศรษฐกิจและการเงิน เดือนธ.ค.ของธปท. ระบุว่า สินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินในเดือนธ.ค.2557 ขยายตัว 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 4.8% ตามสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ สินเชื่อครัวเรือนที่ชะลอลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการให้สินเชื่อประกอบกับผู้บริโภคบางส่วนยังมีภาระหนี้ในระดับสูง ด้านสินเชื่อภาคธุรกิจชะลอลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างช้าๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่ยังระดมทุนผ่านหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาปริมาณสินเชื่อใหม่ของภาคธุรกิจเริ่มปรับสูงขึ้นบ้าง สอดคล้องกับความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
สำหรับอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของระบบธนาคารพาณิชย์ อยู่ในระดับ 95.8% ใกล้เคียงกับเดือนก่อน








