วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'3บิ๊กรับเหมา'ลั่นพร้อมชิงดำประมูลงานรัฐ

"ช.การช่าง -ซิโน-ไทยฯ -เนาวรัตน์ฯ" ประสานเสียง พร้อมโดดร่วมประมูลงานรัฐทุกแนวทาง ไม่ว่าประมูลรายเดียว

หรือ หลายสัญญาต่อโครงการ แจงประมูลรายเดียว เสี่ยงสูงหากบริษัทเกิดปัญหา เหตุโครงการมีมูลค่าสูง ขณะหลายสัญญาการแข่งขันทั่วถึงไม่กระจุกตัว แต่รอยต่องานอาจสะดุด

การประมูลโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ที่รัฐประกาศจะเดินหน้าในปีนี้ โดยอาจเป็นไปได้ที่รัฐจะเปลี่ยนรูปแบบการประมูลจากหลายสัญญาในโครงการเดียว เป็นสัญญาเดียว จึงมีความเห็นจากบริษัทรับเหมาในเรื่องดังกล่าวหลากหลาย แต่ทุกรายเห็นตรงกันว่า พร้อมเข้าร่วมประมูล ขอให้รัฐเปิดประมูล

นายประเสริฐ มริตตนะพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เปิดเผยว่า ไม่ว่ารัฐจะเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ แบบสัญญาเดียว หรือหลายสัญญาในหนึ่งโครงการ ก็พร้อมจะร่วมประมูล

อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การประมูลโดยเอกชนรายเดียว เป็นผู้ได้งานทั้งโครงการ จากเดิมที่แต่ละโครงการ แบ่งงานออกเป็นหลายสัญญา จะทำให้โครงการมีความเสี่ยงสูง หากเอกชนรายนั้น มีปัญหาในการดำเนินการ โดยบริษัทเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลจะไม่ให้เอกชนเพียงรายเดียว ได้งานประมูลโครงการขนาดใหญ่

"บริษัทมองว่า การเปิดประมูลแบบเดิมที่โครงการมีการแบ่งออกเป็นหลายสัญญา เป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ไม่ว่ารัฐจะเลือกแนวทางไหนบริษัทก็พร้อมจะร่วมประมูล เนื่องจาก ช.การช่าง เชื่อว่าจะมีความสามารถในการแข่งขันเพียงพอ ในการรับงานเพียงคนเดียวได้โดยไม่ต้องมีพันธมิตรร่วมประมูล เพราะบริษัทมีประสบการณ์ในงานมานาน ประกอบกับมีอุปกรณ์และเงินทุนพร้อม"

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 แบ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีมูลค่ารวม 448,422 ล้านบาท (2558-2560) ซึ่งจะเกิดขึ้นในปี 58 ประมาณ 171,745 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (ปี58-64) มูลค่ารวม 880,922 ล้านบาท ซึ่งจะเกิดขึ้นในปีนี้ 44,299 ล้านบาท และโครงการในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง (ปี58-63) มูลค่ารวม 266,610 ล้านบาท ซึ่งจะเกิดขึ้นในปีนี้ 211,010 ล้านบาท และโครงการอื่นๆ อีก (ปี58-68) มูลค่ารวม 304,700 ล้านบาท ซึ่งจะเกิดขึ้นในปีนี้ 108,100 ล้านบาท

“ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะให้เอกชนเพียงรายเดียวได้งานประมูลโครงการรัฐ เนื่องจากงานแต่ละโครงการมีมูลค่าสูงมาก หากเอกชนรายเดียวได้งานไปความเสี่ยงของโครงการจะสูง มองว่าการเปิดประมูลงานโครงการแบบมีหลายสัญญาจะดีกว่า”

ซิโน-ไทย ร่วมประมูลทุกแนวทาง

นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) กล่าวว่า หากภาครัฐจะเปลี่ยนรูปแบบการประมูลงานโดยให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับงานทั้งโครงการ บริษัทพร้อมที่จะร่วมประมูลทุกแนวทางขอเพียงแต่ให้ภาครัฐเปิดประมูลงาน

อย่างไรก็ตาม มองว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้การแข่งขันน้อยลง ยิ่งเป็นสัญญาที่ใหญ่มากก็จะมีเอกชนเพียงไม่กี่รายที่มีศักยภาพรับงานมูลค่าสูงๆ ได้ เมื่อจำนวนผู้แข่งขันน้อยลง ยิ่งทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องเสนอราคาที่ต่ำสุดเพื่อให้ได้งานดังกล่าว ส่งผลให้มาร์จิ้นน้อยลง แต่ถ้ามีผู้ประกอบการหลายรายร่วมประมูลมีโอกาสที่ราคาประมูลจะสูงขึ้นได้

หากให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับผิดชอบทั้งโครงการอาจจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ตรงที่งานโครงการนั้นๆ จะอยู่ในมือเอกชนเพียงรายเดียว หากบริษัทเกิดมีปัญหาขึ้นก็จะเสียหายมาก แต่ถ้าโครงการแบ่งออกเป็นหลายสัญญา มองว่าเหมือนเป็นการช่วยกันทำงานและเป็นการกระจายความเสี่ยงออกไป ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายก็จะรับผิดชอบในส่วนของงานตัวเอง

“เราพร้อมเข้าร่วมประมูลงานทุกแนวทาง ขอเพียงรัฐบาลเปิดประมูล หากรัฐเปิดประมูลงานมูลค่าสูงๆ ให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้ได้งาน บริษัทอาจจะต้องจับมือร่วมกับพันธมิตรประมูล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ จอยท์เวนเจอร์ หรือ ซับคอนแทรค โดยเงินทุนเราพร้อมบริษัทไม่มีภาระดอกเบี้ยเพราะเราไม่มีหนี้ ประกอบกับมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ด้วย”

ระบุ"รายเดียว"แข่งขันกระจุกตัว

ด้าน นายปสันน สวัสดิ์บุรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR มองว่าการเปิดประมูลงานของภาครัฐที่จะให้เอกชนรายเดียวได้รับงานทั้งหมดจากเดิมที่แต่ละโครงการมีหลายสัญญานั้น มองว่ามีข้อดี-ข้อเสีย คนละแบบ

กรณีโครงการมีหลายสัญญา มองว่าจะเป็นเรื่องดีที่จะเข้ามาช่วยกันทำงาน ทำให้โครงการแล้วเสร็จรวดเร็วกว่ามีเอกชนรายเดียวดำเนินการ ประกอบกับจะทำให้มีการแข่งขันกันอย่างทั่วถึงไม่กระจุกตัวอยู่เพียงรายเดียว แต่ข้อเสีย จะทำให้การประสานงานของการก่อสร้างอาจจะไม่ราบรื่นเพราะว่ามีผู้ประกอบการหลายราย ไม่เหมือนบริษัทเดียวได้รับงานไปก็จะทำงานได้ง่ายกว่า

ส่วนกรณีเอกชนรายเดียวได้งานทั้งหมด มองว่าการทำงานก็จะรวดเร็ว ไม่ต้องไปประสานงานกับรายอื่น สามารถกำหนดนโยบายการทำงานได้ อุปกรณ์เครื่องมือก็นำมากระจายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แต่ถ้าเอกชนรายเดียวได้งานทั้งหมด แม้จะเสี่ยงมากกว่าเอกชนหลายรายช่วยกันทำนั้นมองว่าขึ้นอยู่ว่าเอกชนรายนั้นเป็นใคร มีศักยภาพขนาดไหน ถ้าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวแต่มีศักยภาพในการลงทุนก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะว่าแนวทางการลงทุนมีหลายแบบ ไม่ว่าจะจับมือกับพันธมิตร หรือหาแหล่งเงินทุนทางอื่น ขอเพียงตัวเลขการลงทุนทำแล้วคุ้มค่าก็พอแล้ว

“เชื่อว่าศักยภาพของเอกชนไทยสามารถเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขอตัวเลขการลงทุนได้เป็นพอ ส่วนเรื่องเงินลงทุนมีหลายช่องทางที่จะดำเนินการ”