วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดึงญี่ปุ่น'หุ้นส่วนเศรษฐกิจ'

"ประยุทธ์"เยือนญี่ปุ่น8-10ก.พ. ลงนามเอ็มโอยูศึกษารถไฟทางคู่3เส้นทาง พร้อมหารือชวนลงทุนโครงการทวายเฟส2

และพบเอกชนญี่ปุ่น ชวนลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้าน"อาคม"ชี้เป็นเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ ยังไม่ปิดโอกาสรายอื่น คาดเสร็จเอื้อการค้าการลงทุน เชื่อมฝั่งตะวันออก-ตก

รัฐบาลไทยเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)กับรัฐบาลญี่ปุ่นในการศึกษาเส้นทางรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง ในการเยือนอย่างเป็นทางการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.นี้ พร้อมกับความมั่นใจในนโยบายด้านการลงทุนกับนักลงทุนญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ลงนามกับรัฐบาลจีนในการพัฒนาเส้นทางหนองคาย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้

การลงนามกับรัฐบาลจีน สร้างความไม่พอใจให้กับหลายชาติ รวมทั้งญี่ปุ่น ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทย แต่การเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นของพล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ แม้จะระบุว่าเป็นเพียงการลงนามศึกษาความเป็นไปได้ โดยยังเปิดทางให้กับชาติอื่นที่สนใจลงทุน แต่ก็มีความเป็นไปได้มากว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะเป็นผู้ได้รับสิทธิก่อน เช่นเดียวกับในช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์เยือนจีน ซึ่งมีการลงนามเอ็มโอยู ก่อนจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมศึกษาโครงการในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยมีมูลค่าลงทุนโดยตรง(เอฟดีไอ)สะสมมากที่สุด 34.8% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติทั้งหมด และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว นักลงทุนญี่ปุ่นได้ยื่นขอส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)มากที่สุด รวม 709 โครงการ เงินทุนจดทะเบียน 2.45 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่าการเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 8 - 10 ก.พ.นี้เป็นไปตามคำเชิญของนายชินโชะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น

ตามกำหนดการ ในวันที่ 9 ก.พ.นายกรัฐมนตรีจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น หลังจากนั้นจะได้มีการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นและคณะ

ประเด็นหารือที่สำคัญ คือ ความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในการศึกษาและพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ขนาดราง 1.435 เมตร ในเส้นทาง ที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ ได้แก่ 1.เส้นทางจากพุน้ำร้อน กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา - อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ ฉะเชิงเทรา-อ.มาบตาพุด จ.ระยอง 2.เส้นทางจาก อ.แม่สอด จ.ตาก - จ.มุกดาหาร และ 3.เส้นทางเชื่อมภาคเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่

"ไทยและญี่ปุ่นจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการศึกษาโครงความเหมาะสม และความคุ้มค่าของการลงทุน โดยเส้นทางที่ไทยจะขอให้ญี่ปุ่นช่วยศึกษาก่อนก็คือมีเส้นทางรถไฟจากฝั่งตะวันออก-ตะวันตก เพื่อเป็นการเพิ่มเส้นทางคมนาคมระหว่างท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือน้ำลึกทวายในอนาคต"

แต่มีความเป็นได้ที่ญี่ปุ่นจะสนใจเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เนื่องจากได้แสดงความสนใจมาก่อนหน้านั้น

แหล่งข่าวระบุด้วยว่าในการหารือกันระหว่างนายฮิโระโตะ อิซุมิ ปรึกษาพิเศษด้านเศรษฐกิจ ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กับ พล.อ.ประยุทธ์ และม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทกวกุล รองนายกรัฐมนตรีได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าไทยกับญี่ปุ่นจะร่วมกันศึกษาและพัฒนาความร่วมมือก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน)ในเส้นทางจาก อ.พุน้ำร้อน -กาญจนบุรี - กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา- อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจจากพม่า -ไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์และคณะมีกำหนดการที่จะเยี่ยมชมศูนย์บังคับการ (Control Center) รถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น (Shinkansen) ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะจะทดลองนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวไปยังนครโอซากาเพื่อศึกษาระบบ เทคโนโลยีและการให้บริการรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นอีกด้วย

ถกรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมลงทุนทวายระยะ2

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะขอให้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่าซึ่งไทยต้องการให้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการระยะที่ 2 ซึ่งจะต้องเริ่มมีการวางแผนรองรับการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมระยะกลางและระยะยาวในอุตสาหกรรมต้นน้ำซึ่งญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างๆ หลังจากที่ในการประชุมกลุ่มมิตรประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างสมัยพิเศษระดับรัฐมนตรีหรือเทียบเท่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้แสดงท่าทีในการสนับสนุนโครงการฯทวายให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ โครงการ"ทวาย" ในระยะแรก รัฐบาลไทย-พม่า ได้ตกลงร่วมกัน โดยคาดว่าภาคเอกชนที่ได้รับสัมปทานในระยะแรก จะเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้ ในพื้นที่ 27 ตร.กม. กำหนดแล้วเสร็จใน 5 ปี

แหล่งข่าวกล่าวว่านายกรัฐมนตรีจะหารือถึงบทบาทของญี่ปุ่นในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเพิ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและมีโครงการจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคนี้กว่า 51.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท

ดึงเอกชนญี่ปุ่นลงพื้นที่ศก.พิเศษ

นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดพบปะกับภาคเอกชนญี่ปุ่นหลายคณะ คือ การเข้าพบกับผู้แทนระดับสูงของ Japan - Thailand Business Forum ,Thailand Association ,สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) และสมาพันธ์เศรษฐกิจเขตคันไซ (Kankeiren) ซึ่งมีบทบาทในการผลักดันการลงทุนของเอกชนญี่ปุ่นในอาเซียน

นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ในการหารือกับภาคเอกชนญี่ปุ่นในการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่รัฐบาลต้องการที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

"อาคม"เผยยังเปิดทางชาติอื่นลงทุน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าการหารือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นเพียงการลงนามความร่วมมือในการศึกษาพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ระบบรางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร 3 เส้นทาง โดยจะเป็นเส้นทางที่จะพัฒนาให้มีการเชื่อมฝั่งตะวันออกและตะวันตกของประเทศไทย 2 เส้น คือ จากพุน้ำร้อน กาญจนบุรี- กรุงเทพฯ- ฉะเชิงเทรา แยกไป อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และอีกทางแยกจากฉะเชิงเทราไป อ.มาบตาพุด จ.ระยอง อีกเส้นทางเป็น อ.แม่สอด จ.ตาก-จ.มุกดาหาร รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่

เบื้องต้นการลงนามในครั้งจะเป็นการลงนามเพื่อเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นทำการศึกษาโครงข่ายรายละเอียดทั้งหมดในการดำเนินโครงการรถไฟ 3 เส้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยการศึกษาตามมาตรฐานจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี

"ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นศึกษาโครงข่ายรถไฟ 3 เส้นทางนั้น หากประเทศใดสนใจจะศึกษาก็ให้เสนอความสนใจเข้ามา แต่ปัจจุบันยังไม่ประเทศใดเสนอความสนใจเข้ามา"

คาดญี่ปุ่นใช้เวลาศึกษา1ปี

สำหรับเงื่อนไขการลงทุนนั้น นายอาคม กล่าวว่ายังไม่มีข้อสรุปการลงทุน เพราะเป็นเพียงแค่การลงนามความร่วมมือศึกษาโครงข่าย แต่ก็คงนำเอาแนวทางการลงทุนที่ได้ร่วมลงนามกับจีนมาเป็นตัวอย่างในการพิจารณาสรุปเงื่อนไขต่างๆ ส่วนงบการศึกษาโครงข่ายต้องรอสรุปภายหลังกลับมาจากญี่ปุ่น

“ทั้งนี้ใน 3 เส้นทางดังกล่าวยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าญี่ปุ่นจะได้สิทธิเข้ามาดำเนินการเพราะเป็นเพียงการลงนามศึกษาโครงข่ายเท่านั้น ต้องรอให้ญี่ปุ่นศึกษาก่อนประมาณ 1 ปี ในระหว่างนี้หากรายใดสนใจจะศึกษาก็ได้แต่เราลงนามกับญี่ปุ่นแล้ว” นายอาคม กล่าว

เผยไทยหวังสร้างเชื่อมั่นนโยบายศก.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ ยังจะมีการหารือเรื่องการค้าอีกด้วย โดยเฉพาะประเด็นการสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยเริ่มจากการขอบคุณที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และขอให้ญี่ปุ่นเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ที่ยังคงส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนที่เสรีและเป็นธรรม

ทั้งนี้ สถานการณ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น พบว่ามีปัญหาที่เกิดจากเงินบาทแข็งค่าเงินเยนอ่อนค่า โดยเงินเยนอ่อนค่ารวดเร็วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จาก 100 เยนเท่ากับ 36.2 บาท ณ วันที่ 7 ม.ค. 2554 มาเป็น 27.1 บาท ณ วันที่ 5 ม.ค. 2558 หรือเทียบเงินเยนแล้วเงินบาทแพงขั้น 33.42% ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้การส่งออกสินค้าหลายรายการของไทยลดลงมาก

การส่งออกรวมไปญี่ปุ่น ทั้งปี 2557 ลดลง 1.9% มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ในปี 2558 ตั้งเป้าการส่งออกไปญี่ปุ่นจะขยายตัว 2% มูลค่า 2.29 หมื่นล้านดอลลาร์

“ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญของไทยมาโดยตลาด อย่างไรก็ดีภาวะเงินเยนอ่อนตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และการแข็งค่าของเงินบาท ได้ส่งผลให้การส่งออกได้รับผลกระทบ ซึ่งไทยหวังว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะเร่งใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นในภาพรวม และส่งเสริมการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นมากขึ้น” รายงานข่าวระบุ

ทั้งนี้ สองประเทศได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2550 ส่งผลให้การค้าสองฝ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยขาดดุลการค้าญี่ปุ่นมาโดยตลาดจึงขอให้ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว ไก่ ยางพารา สินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ตลอดจนผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ด้านการลงทุน ได้ขอบคุณที่ญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นและไม่ย้ายฐานการลงทุน ในการนี้ ขอเชิญชวนให้ญี่ปุ่นมาลงทุนร่วมในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย (ไทย พม่า ญี่ปุ่น) ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยพัฒนาท้องที่ในภูมิภาคต่างๆ ให้มีการกระจายรายได้ทัดเทียมกัน และเป็นการสร้างความได้เปรียบทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและการสร้างโอกาสทางการค้าให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง