ฐานข้อมูลเชิงลึกData mining พลานุภาพข้อมูล แปลงกาย เทสโก้ โลตัส พันกว่าสาขาจากธุรกิจค้าปลีกสู่มีเดียโปรโมเตอร
วิวัฒนาการของ "เทสโก้ โลตัส" เป็นมากกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติอังกฤษ ที่มีรายได้จากเชลฟ์วางสินค้า หลังสะสมฐานข้อมูลลูกค้าในไทยกว่า 11 ล้านคน จากบุกเบิกค้าปลีกในไทยมากกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี 2537) จนปัจจุบันมีสาขากว่า 1,800 สาขา ในจำนวนนี้ เป็นร้านค้าปลีกเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส คอนวีเนียนสโตร์ 1,500 สาขา โดยกิจการค้าปลีก เทสโก้ โลตัส ในไทย มียอดขายเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเกาหลี และมียอดขายเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอังกฤษ เกาหลี ขณะที่ตลาดเอเชีย เทสโก้ มีการเปิดตลาดในเกาหลี ไทย มาเลเซีย และจีน
พลังของข้อมูล (Power of Big Data) แปลงไปสู่การวางหมากพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจใหม่ แสวงหารายได้ผ่านบริการหลากหลายมากกว่าแค่ "ซื้อมา-ขายไป"
ประสิทธิผลของออกแบบแนวคิดกลยุทธ์การตลาด ที่ได้จาก "อ่านใจผู้บริโภค" จากเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการซื้อสินค้า รสนิยม ไลฟ์สไตล์การจับจ่ายที่ถูกบันทึกไว้ทุกครั้งของการจ่ายบิลหน้าเคาน์เตอร์ จนทำให้เทสโก้ฯกล้าบอกคนอื่นว่า "ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค" สามารถนำไปต่อยอดพัฒนา "กลยุทธ์การตลาด" เพราะนี่คือข้อมูลจากการตัดสินใจซื้อจริง 100% กลายเป็นข้อมูลที่ทรงพลังมากกว่า "การทำวิจัยตลาด" เพื่อสำรวจพฤติกรรมการซื้อ
ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้างานคอนเน็คมีเดีย บริษัท ดันน์ฮัมบี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทให้คำปรึกษาด้านการตลาดดูแลสื่อโฆษณา ณ จุดขายไปสู่เทสโก้ โลตัส กว่า 1,800 สาขาทั่วไทย เพื่อเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อกับลูกค้า ขับเคลื่อนการเติบโตของเทสโก้ โลตัส ไปพร้อมกับแบรนด์สินค้า ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วสำหรับเทสโก้ ในเกาหลี ที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้กว่า 100% จากข้อมูลและเครื่องมือการตลาด โดยสแกนพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมไปกับวิเคราะห์ฐานข้อมูลเชิงลึก แปลงมาเป็นการสร้างประสบการณ์และผูกสัมพันธ์ ต่อยอดสู่ความจงรักภักดีแบรนด์ (Brand Royalty) และตัดสินใจซื้อ ในที่สุด
ข้อมูลที่เทสโก้ โลตัสในไทยกุมลูกค้ากว่า 11 ล้านสมาชิกคลับการ์ด ขณะที่ยอดรวมทั้งคนเป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิกคลับการ์ดกว่า 15 ล้านคนต่อสัปดาห์ ที่เข้ามาเดิน หรือคิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของบรรดาคนเข้าไปเดินซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าทั้งประเทศราว 23 ล้านคนต่อสัปดาห์
นี่คือ ตัวเลขที่เทสโก้พยายามจะพิสูจน์ได้เห็นว่า ฐานข้อมูลมวลมหาลูกค้าของเทสโก้โลตัส ที่เข้ามาซื้อสินค้า จับจ่ายหรือเดินเล่นในอาณาจักรเทสโก้ โลตัส นั้นได้ "ถูกบันทึกข้อมูล" การใช้จ่ายเพื่อนำมาประมวลฐานข้อมูลบ่งชี้พฤติกรรมการซื้อ "แบบเจาะลึก" (Customer Insight)
พร้อมไปกับการสร้าง "กลวิธีการตลาด" หาจุด Touchpoint ทำให้ลูกค้าคนไทย ให้ร้องว้าว (Wow) กับแคมเปญแยบยล รวมถึงคิดเสนอสินค้าและบริการแบบเข้าถึงลูกค้ารายบุคคล (Personalise) ตามบันทึกรายการจับจ่ายของแต่ละคนที่มีอยู่ครบถ้วนใน "คลับการ์ด" ซึ่งคือผลการประมวลวิเคราะห์การซื้อสินค้าจริง กับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนท์
ล่าสุดกับการเปิดบริการ "Connect Media" สำหรับเทสโก้ โลตัส ในไทย กับการเปิดให้ "บริการโฆษณา" หรือ "ให้ข้อมูลสินค้าผ่านจอสกรีน" สื่อสารหน้าเชลฟ์วางสินค้า และจุดต่างๆ ที่เรียกว่า In-store media ลงทุนวางระบบไปกว่า 200 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อ เผยแพร่ข้อมูลสินค้าบนจอสกรีนในเทสโก้ฯ เกือบ 2 พันสาขา
กลเม็ดกล่อมให้ลูกค้าหยิบสินค้าใส่ตะกร้าทั้งในจังหวะที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว ปรากฏกว่า สามารถกระตุ้นยอดซื้อได้เฉลี่ยมากถึง 20-30% บางแบรนด์หน้าจอมิเดียหน้าเชลฟ์ สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 70-80% "ธีรเดช" ระบุ
กลยุทธ์หน้าจอในห้างสรรพสินค้า ยังมีผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าในห้างฯ ยันถึงอิทธิพลการตัดสินใจซื้อที่พิชิตใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด
โดยสถิติจากงานวิจัยจากดันน์ฮัมบี้ สำรวจพฤติกรรมการตัดสินใจหน้าเชลฟ์สินค้าพบว่า 76% ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหน้าเชลฟ์ และสัดส่วนกว่า 80% ลูกค้าเปลี่ยนใจซื้อสินค้าเมื่อได้มีการสื่อสารแคมเปญยิงตรงถึงลูกค้า เช่น การลดราคา
ดันน์ฮัมบี้ เชื่อว่า การเสนอขายแบบ "ยิงตรง" ผู้บริโภคที่สุด คือ บริเวณห้างฯในช่วงจังหวะเวลาที่ลูกค้ามีโฟกัสในการเดินห้างฯชัดว่ามาเพื่อซื้อของแน่นอน ดีกว่ายิงโฆษณาผ่านรายการทีวี โทรทัศน์ ที่ผู้บริโภคยังขาดโฟกัส เพราะมัวแต่ดูหลายแพลตฟอร์มในเวลาเดียว เช่น จอทีวี ไอแพด คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน
แบรนด์จึงยากแก่การจดจำ (Brand Awareness) ซ้ำยังไม่ใช่เวลาซื้อสินค้า
ที่สำคัญมีการเปรียบเทียบทดลอง "ความแตกต่าง" ของแพลตฟอร์มจอหน้าเชลฟ์ กระตุ้นการขายเพิ่มยอดได้มากกว่าเชลฟ์ที่ไม่มี "ทัชสกรีน" เฉลี่ย 7-35%
“อยู่หน้าเชลฟ์วางสินค้าจอมีเดียจะทำหน้าที่บอกถึงคุณสมบัติสินค้าที่ทีวี หรือสื่ออื่นยังไม่บอก หรือบอกไม่ครอบคลุม เพราะคนมีทางเลือกเปลี่ยนช่องได้ หรือลุกจากตรงนั้นได้ไปเข้าห้องน้ำ ขณะขับรถ หรือนั่งรถไฟฟ้าก็ไม่สนใจ แต่หน้าจอสกรีนบนเชลฟ์วางสินค้าในห้างฯ เป็นสิ่งที่ผู้ฟังตั้งใจเพราะช่วงต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพราะเป็นช่วงต้องการซื้อ เช่น ต้องการจำหน่ายแชมพู ครีมนวด และทรีตเมนท์ แบรนด์เดียวกัน ถูกช่วงและจังหวะเวลาทันที” เขาอธิบาย
นวัตกรรมแพลตฟอร์มที่ถูกชูขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์วิถีการชอปปิงอย่างไทยๆ หน้าจอ Connect Media เป็นวิธีการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้คนไทยได้เพียงแค่รู้สึก "ว้าว อึ้ง ทึ่ง" ไปกับสิ่งใหม่ที่นักการตลาดนำเสนอ มากกว่าปฏิบัติจริง การตลาดในไทยจึงไม่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีล้ำๆ แค่ประสบการณ์แปลกใหม่ เห็นแล้วว้าว เอาไปอวดเพื่อนๆ ผ่านโลกโซเชียลมีเดีย หรือในวงสนทนาก็พอ เทียบกับเกาหลี ยอดขายอันดับ 1 ในเอเชียคนละเรื่อง ผู้บริโภคแดนโสมก้าวสู่ยุคสู่การตลาดแบบเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มตัว ทุกอย่างจึงเป็นเทคโนโลยี
ไทยยังไม่ถึงขั้นแจ้งเกิดดิจิทัลเต็มตัว เพียงแค่มี "กลิ่นอาย" ความแปลกใหม่มานำเสนอก็พร้อมจะว้าว !! หากจะหวังให้เปลี่ยนพฤติกรรมทันทีทันใดต้องใช้เวลาสักระยะ
ฉะนั้นห้างฯ จึงยังเป็นจุดสนใจที่คนไทยเลือกมาซื้อสินค้าหยิบจับสินค้า ทดสอบด้วยตัวเอง ขณะที่บางประเทศทะยานสู่การซื้อขายออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มตัวแล้ว
“สำหรับคนไทยการได้มาเที่ยวในห้างฯเป็นการเติมเต็มความสนุกสนานในชีวิต ห้างฯเป็นสถานที่พักผ่อน สร้างสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมภายในครอบครัว คนไทยเพียงต้องการเติมเต็มสิ่งแปลกใหม่ให้แตกต่างไปจากทุกวัน แตกต่างจากยุโรป สหรัฐ กลับมองการไปห้างเป็นเรื่องน่าเบื่อ และเป็นภาระต้องมาซื้อของ"
จอ Connect Media ถือเป็นหนึ่งนวัตกรรมสื่อที่ถูกต่อยอดมาจากพลังของฐานข้อมูลลูกค้ากว่า 11 ล้านคนที่เทสโก้ กุมไว้ในมือ ที่เทสโก้เชื่อมต่อสร้างสัมพันธ์ ฐานข้อมูลเหล่านี้วิเคราะห์ศักยภาพทางการตลาดสร้างหมัดเด็ดให้เทสโก้ฯ พูดคุยกันกับลูกค้าอย่างไรร้อยต่อ (Seamless Customer Journey) ในหลากหลายช่องทาง ทุกที่ทุกเวลาตั้งแต่ในบ้าน จนถึงห้างฯ เริ่มจากการส่งข้อความกว่า 5,000 ครั้งในทุกวัน ,จดหมาย ,อีเมล์ ส่งถึงบ้านระบุถึงส่วนลดสินค้า แบบแตกต่างกันไปตามบันทึกรายการสินค้าของแต่ละคนได้ซื้อจากห้าง
ฐานข้อมูลลูกค้าที่เทสโก้ได้เชื่อมต่อลูกค้าอย่างแนบสนิท ตามกลยุทธ์สานสัมพันธ์ (Engagement) กับลูกค้า ขยายวงไปสู่พลัง 2 ด้าน คือ รีเสิร์ชพฤติกรรมจับจ่ายลูกค้าเชิงลึก ก่อนนำไปวางแผนการตลาด แคมเปญ และบริการ รวมไปถึงสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์
ธีรเดช สรุปนวัตกรรมล่าสุด Connect Media พัฒนากลยุทธ์เข้าถึงลูกค้าผ่าน "4 เครื่องมือ" ช่วยให้ซัพพลายเออร์ นักการตลาด ผู้ผลิต เจ้าของสินค้าได้พัฒนาตลาดจนถึงแบรนด์ได้จาก
1.พัฒนาจากฐานข้อมูลเพื่ออ่านความต้องการลูกค้าแบบเจาะลึก (Data Insights) สิ่งที่ลูกค้าต้องการ เป็นผลงานวิจัยแบบเจาะลึกเรียกความสนใจ นำไปใช้วางแผนราคาสินค้า และบริการสินค้าให้แต่ละเซ็กเมนท์กลุ่มลูกค้าให้สอดคล้องกันกับความพอใจ
2.วิเคราะห์ศาสตร์การตลาดจากบริบทเทรนด์สู่ยุคแห่งลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) แบ่งวิธีการทำการตลาดเข้าใจลูกค้าแต่ละเซ็กเมนท์ รวมถึงเสนอความต้องการสินค้าและบริการเป็นรายบุคคล (Personalise) นำไปเติมเต็มสร้างประสบการณ์ (Experience) เพื่อเสริมต่อให้การไปห้างของคนไทยมีสีสัน ทำให้ลูกค้าสัมผัสทั้ง ออนไลน์ และออฟไลน์
"เราสร้างประสบการณ์และบรรยากาศในห้างฯเป็นทางเลือกให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าในสโตร์อย่างสนุกสนาน ผู้รับประสิทธิผลเชิงบวกก็คือ ซัพพลายเออร์และแบรนด์ของเทสโก้โลตัส เช่น ยาย้อมผมบีเง็น เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่ไม่คิดว่าคนจะใช้แต่ยังมีลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาซื้อสิ่งเหล่านี้ เราจึงต้องนำสินค้ามาติดไว้ในเชลฟ์เพื่อเรียกลูกค้า เพื่อมัดใจลูกค้า มั่นใจได้ว่าสร้างความจงรักภักดีและไม่สูญเสียลูกค้ากลุ่มนี้ เพราะอ่านลูกค้าขาดจากการไปนั่งกลางใจ”
3 .เปลี่ยนความสัมพันธ์ลูกค้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว (Transform) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของลูกค้าสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์
และ 4.สามารถวัดประสิทธิผลทางการตลาด แคมเปญกิจกรรมทางการตลาดได้ (Measurable Value) เพื่อเป็นการวางแผนความสำเร็จระยะสั้นจนถึงระยะยาว
เขาเสริมว่า การมีฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ที่ยอมรับกันระหว่างซัพพลายเออร์และเทสโก้ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไว้วางใจกัน จากฐานข้อมูลที่พิสูจน์วัดผลได้ ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายพูดภาษาเดียวกัน
“เป็นฐานข้อมูลจากความเป็นจริง และ Insights จากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลจึงเป็นโอกาสทำให้คนพูดกับลูกค้า นักการตลาด มีช่องทางการพูดกับลูกค้าผ่านช่องทางใหม่ เราน่าจะเป็นค้าปลีก และบริหารการตลาดรายเดียวที่พัฒนาช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าครบวงจร ที่วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง สร้างแบรนด์รวมถึงแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า”
สิ่งที่เราทำเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี เปิดช่องทางให้กับลูกค้า นักการตลาด และฐานลูกค้าได้มีการเชื่อมต่อกัน
ธีรเดช เล่าว่ายังวางแผนพัฒนา Connect Media ไปสู่การวางแผนให้กับธุรกิจค้าปลีกเจ้าอื่น รวมถึงธนาคารและธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งปัจจุบันมีติดต่อมาบ้างแล้ว แต่ช่วงนี้ยังเป็นจังหวะของการพัฒนาระบบให้แกร่ง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีบริการวางแผนการตลาดในสโตร์ให้กับสินค้าไปแล้ว "กว่า 100 แบรนด์" ผ่านสื่อจอสกรีนหน้าเชลฟ์ ของดันน์ฮัมบี้
ในอนาคตกำลังเจาะเข้าไปถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) เป้าหมายระยะใกล้ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ มีเดียในเครือจะเชื่อมต่อฐานลูกค้าได้จริงแบบไร้รอยต่อทุกช่องทางการสื่อสาร แม้กระทั่งโซเชียลมีเดีย เพื่อให้แบรนด์และลูกค้า Engagement ร่วมกันอย่างเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว
-------------------------------------------------------------
Insight 15 ล้านคน ตลาด Household
ความสำคัญของสถิติพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้ามาในเทสโก้ ถูกเก็บข้อมูลและวัดผล นำไปสู่ค้นหาคำตอบของรสนิยม ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาของขาช้อปจาก 15 ล้านคนของกลุ่มนักช้อปมาเยือน ช่วยทำให้นักวางแผนการตลาดถอดรหัสค้นหาวิธีการเข้าถึงจุดสัมผัสอันนำไปสู่การสร้างกลยุทธ์ตราตรึงใจผู้บริโภคด้วยการจำแนกพฤติกรรมและวิธีการพัฒนาความสัมพันธ์ (Engagement) เชื่อมต่อกันได้อย่างแนบแน่นสนิทในยุคสื่อหลอมรวม ผ่านฐานข้อมูลที่เทสโก้ กุมอยู่ในมือนั้นนำไปไปสู่ด้วยการจำแนกพฤติกรรมผู้บริโภคและค้นหากลยุทธ์แยบคายในการเข้าถึงขาช็อปไม่ยากเย็น ผ่านยุทธวิธีดังต่อไปนี้
1.ส่องพฤติกรรมคนผู้บริโภคต่อยอดสู่ความจงรักภักดี ลูกค้าทั้งหลายที่เดินเข้ามาเทสโก้ จะพัฒนาสู่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ถึงการซื้อจริงในการบันทึกไว้ตั้งแต่สินค้าที่ชอบซื้อ ความถี่ของการซื้อ ช่วงเวลาที่ซื้อประจำ รวมถึงซื้อสินค้าอะไรคู่กับสินค้าตัวไหน และในทุกๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน เทสโก้ฯ จะส่งจดหมายเลือกสินค้าสมนาคุณพิเศษให้กับลูกค้าเป็นรายบุคคลตามแบบเฉพาะที่ลูกค้าคนนั้นซื้อประจำเท่านั้นด้วย ว่ากันว่าหากเป็นลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อกันมากยอดซื้อสูง บ่อยอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสรับคูปองซื้อสินค้าราคาพิเศษถึง 8 ฉบับ จิตวิทยาสร้างความผูกพันให้ลูกค้ารู้สึกถึงความพิเศษที่แตกต่างของความเป็นคลับการ์ดแบบจงรักภักดี
2.เจาะไลฟ์สไตล์ลูกค้าผ่านสินค้าที่ซื้อ ข้อมูลสมาชิกทั่วไปเมื่อสมัครสมาชิกบัตรไปแล้วโดยส่วนมากห้างสรรพสินค้าขาดการอัพเดทอายุ สถานะ แม้ 10 ปีผ่านไปแล้วตั้งแต่เป็นนางสาว กลายเป็นนาง แต่บัตรยังคงใช้ข้อมูลชุดเดิมของลูกค้า สิ่งที่จะทำให้อ่านพฤติกรรมผู้บริโภคและวางแผนสื่อสารการตลาด จึงไม่ใช่การดูจากประวัติ วิเคราะห์ได้จากพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สินค้าในแต่ละวัน จากอยู่คนเดียว เริ่มทำกับข้าว จากซื้อของน้อยชิ้น มามากชิ้นขึ้น มีการทำครัวเอง ซื้อกะปิ น้ำปลา มาไว้ติดบ้านประจำ รวมถึงสุดท้ายซื้อนม ผ้าอ้อม ก็สะท้อนได้ว่าครอบครัวนี้กำลังมีสมาชิกใหม่ ฉะนั้นการสื่อสารการตลาดและไลฟ์สไตล์ของคนจึงอ่านได้จากสิ่งที่ลูกค้าซื้อ โดยไม่ต้องอัพเดทข้อมูล เช่น หากมีความเป็นโมเดิร์นก็ชอบซื้ออาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) หรือ หากต้องการโปรโมทการสื่อสารผ่านคุณแม่และเด็ก ผ่านแม่ลูกค้า ก็วัดได้เลยจากยอดจับจ่ายใช้สอย ข้อมูลเหล่านี้เปิดทางให้เข้าถึงตลาดในเซ็กเมนท์ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด (Point of market entry)
3.ทำความเข้าใจกับเหตุผลที่ขึ้นจากอารมณ์ของผู้บริโภค เพราะแต่ละคนก็มีอัตลักษณ์รสนิยมความชื่นชอบส่วนตัวกับสินค้าและบริการบางอย่าง รวมถึงความเป็นแบรนด์ ฉะนั้นหากนั่งเฝ้าของหรือวิเคราะห์จากฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะเห็นบริบทของการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั้นมาจากเหตุและผลใดเป็นสำคัญและทำให้แบรนด์ต่างๆ ส่งตรงถึงผู้บริโภคได้ตรงกับรสนิยมของผู้บริโภครายบุคคล
4.ยุคสื่อผสมผสานมัลติแพลตฟอร์ม ต้องทำสื่ออุดทุกช่องทางการรับรู้เข้าถึงการตัดสินใจผู้บริโภค โดยเฉพาะหน้าเชลฟ์วางสินค้า เป็นจุดที่มีโอกาสเปลี่ยนใจไปเลือกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแรงจูงใจต่างๆ เพราะหมดยุคทีสื่อหลักคือทีวีที่ทุกคนจะกลับไปดูละครหลังข่าว เมื่อลูกค้าทั้งหลายมีหลากหลายจอให้เลือกรับสื่อ จอหน้าเชลฟ์วางสินค้าจึงควรเป็นหนึ่งจอที่เพิ่มขึ้นมาปล่อยหมัดเด็ดดึงความสนใจ 99 %ของคนไทยยังชอบเดินห้างสรรพสินค้า มากกว่าช้อปกลางจอออนไลน์ ซึ่งมีข้อเสียเห็นแต่ภาพไม่สามารถสัมผัสสินค้าได้ คนไทยยังต้องการสัมผัสกับสินค้า โดยเฉพาะอาหาร และเสื้อผ้า
5.จุดขายที่แตกต่างต้องให้ข้อมูลจุดขายกันหน้าเชลฟ์ (Unique selling point) สินค้าแต่ละแบรนด์ ชนิด ยี่ห้อ แม้จะเป็นสินค้าเหมือนกัน แต่มีจุดพิเศษที่เป็นจุดขายที่แตกต่างกัน แม้กระทั่งซีอิ้ว น้ำปลา และน้ำมันหอย ก็มีเป้าหมายการขาย กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งประโยชน์ คุณสมบัติสินค้า นั่นจึงเป็นปัจจัยหลักให้ต้องเติมข้อมูลความยูนิคแบบละเอียดกันที่หน้าเชลฟ์ จะเรียกความสนใจได้มาก





