วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เมืองไทย'ตั้งเป้าปีนี้เติบโต18%

"เมืองไทยประกันชีวิต" ตั้งเป้าโต 18% พร้อมปรับพอร์ตการลงทุนรับมือความผันผวน

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผย บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้เติบโต 18% หลังจากปี 2557 ที่ผ่านมาบริษัทมีเบี้ยรับรวม 75,234 ล้านบาท เติบโต 25% มาจากเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 35,275 ล้านบาท เติบโต 28% และเบี้ยประกันต่ออายุ 39,958 ล้านบาท เติบโต 22% มีกำไรสุทธิมากกว่า 6,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปี 2556 โดยเงินกองทุนของบริษัทอยู่ในระดับสูงถึง 400% สูงกว่าที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยหรือคปภ.กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 140%

ขณะที่สินทรัพย์สิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้น 26% หรือเพิ่มขึ้นจาก 1.9 แสนล้านบาทในสิ้นปีที่ผ่านมา เป็น 2.4 แสนล้านบาท โดยมีนโยบายนำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้กว่า 94-95% ของสินทรัพย์ที่มีทั้งเพื่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้เอกชน การลงทุนในต่างประเทศ และการลงทุนทางเลือกต่างๆ เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่าที่มีความสม่ำเสมอของรายได้ ในภาวะที่ตลาดผันผวนมากในปีนี้ ทั้งในรูปการลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น การสร้างตึกให้เช่า และการลงทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุน (REIT)

ปัจจุบันเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทของบริษัทอยู่ในรูปหุ้นทุน 10% พันธบัตรและตราสารหนี้ 85% ที่เหลือเป็นอื่นๆ ซึ่งการสร้างผลตอบแทนต้องคุ้มกับความเสี่ยงการลงทุน และสอดคล้องกับอายุกรมธรรม์ที่มีทั้งระยะสั้น กลางและยาว โดยปีที่ผ่านมาผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ 5% ส่วนปีนี้คาดผลตอบแทนการลงทุนอาจปรับลดลงเล็กน้อย ตามทิศทางของดอกเบี้ยนโยบายที่คาดจะทรงตัว หรือมีโอกาสจะปรับลดลงได้ในปีนี้

"ปีที่มีความผันผวนแบบนี้ ต้องปรับพอร์ตตลอดเวลา กลยุทธ์คือต้องมองหาการลงทุนประเภทอื่น ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อความแตกต่างของสินทรัพย์ลงทุนและเป็นการกระจายรายได้ของบริษัท อย่างอสังหาฯก็น่าสนใจ หากตลาดเปลี่ยนรายได้ที่เข้ามาก็มั่นคง แต่การหันไปลงทุนโดยตรงในอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะเราพูดถึงเงิน 2 แสนล้านบาท เคลื่อนที่ไม่ใช่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ"

นายสาระ กล่าวว่า ช่องทางการสร้างรายได้ของธนาคารปีที่ผ่านมา ยังเติบโตได้ดีจากแบงก์แอสชัวรันซ์ที่เติบโตถึง 29% โบรกเกอร์โต 25% ไดเร็คติ้งมาร์เก็ตโต 23% และตัวแทนขายโต 14% โดยปีนี้บริษัทมีเป้าเพิ่มตัวแทนจำหน่ายขึ้นมาอีก 1 หมื่นคน เป็น 3.6 หมื่นคน ส่วนแบงก์แอสชัวรันซ์ จะเน้นพันธมิตรที่เป็นสถาบันการเงินต่างๆ โดยความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยขณะนี้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของธนาคารมีเพียง 4-5% ของลูกค้าธนาคาร

นอกจากยังนี้มีแผนจะเปิดศูนย์บริการลูกค้าเพิ่มอีกกว่า 10 แห่ง จากปัจจุบันมีกว่า 153 แห่ง เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ขณะเดียวกันบริษัทเริ่มปรับตัวและประกาศยุทธศาสตร์การเป็น "Digital Insurer" ชัดเจนมากขึ้น แยกเป็น 3 มิติ คือ มิติของลูกค้า มิติของพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าในช่องทางต่างๆ และมิติของพนักงาน

นายสาระ กล่าวอีกว่า บริษัทมีความพร้อมรุกตลาดเออีซี โดยอยู่ระหว่างการศึกษากฎระเบียบการลงทุน และความต้องการของลูกค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างจากลูกค้าชาวไทย โดยเน้นประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีเป็นหลัก สำหรับกัมพูชาเป็นหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ ด้วยประชากรที่มีกว่า 15 ล้านคน มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ประกันมากขึ้น

"บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ เพราะกฎหมายค่อนข้างเปิดให้กับนักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องดูเรื่องการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของประชาชนด้วย ปัจจุบันธุรกิจประกันในกัมพูชา แบ่งเป็นประกันชีวิต 3 แห่ง ประกันวินาศภัย 6 แห่ง"

บริษัทมองว่าโอกาสในประเทศไทยยังมีอยู่มาก ในช่วงที่ผ่านมามีเมืองใหญ่เกิดขึ้นมาก มีความต้องการไม่เหมือนกัน บริษัทจึงต้องใช้กลยุทธ์ในการแบ่งกลุ่มลูกค้าและเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

"ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่บางประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ยังมีประชากรอายุน้อย ความต้องการผลิตภัณฑ์จะแตกต่างกัน เราต้องศึกษาความพร้อมของตลาดด้วย เพราะบางประเทศเพิ่งเริ่มต้นกับธุรกิจประกัน ขณะที่กฎระเบียบบางประเทศเปิด บางประเทศยังไม่เปิดให้ต่างชาติ จึงต้องดูเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน"