แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น ทุ่มงบ 700 ล้าน เดินหน้าลงทุนสตูดิโอถ่ายภาพยนตร์เต็มสูบ ดันมาร์จินเพิ่ม
นายภูมิชาย วัชรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MATCH กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะเน้นลงทุนในสตูดิโอใหม่ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตภาพยนตร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้ผู้รับเหมาก่อสร้างยื่นซองประมูลเพื่อก่อสร้างสตูดิโอ บนเนื้อที่ 216 ไร่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เพื่อสร้างเป็นสตูดิโอ 6 แห่งภายในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงสร้างฉากจำลองอื่นๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ผลิตภาพยนตร์จากต่างประเทศ
ทั้งนี้ งบลงทุนสำหรับการสร้างสตูดิโอใหม่อยู่ที่ 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการลงทุนของบริษัทย่อย คือบริษัท เกียร์เฮด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ในการถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณา โดยจะมีการลงทุนอุปกรณ์เพิ่มเติม คาดจะใช้งบลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท และการลงทุนของบริษัท ไทมส์แลปส์ ผู้ผลิต รับจ้าง ตัดต่อ เทคนิคทางภาพ เสียง ภาพยนตร์และสื่อทุกประเภทและทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
นายภูมิชายกล่าวว่า สตูดิโอแห่งใหม่จะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2559 และจะเริ่มรับรู้รายได้ทันที ทั้งนี้ ยอมรับว่ารายได้จากสตูดิโอใหม่ไม่ได้ทำให้รายได้ของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นมากนัก เบื้องต้นคาดการณ์ไว้ที่ 40-50 ล้นบาทต่อปี แต่ธุรกิจให้เช่าสตูดิโอครบวงจรมีอัตรากำไรสูง ซึ่งบริษัทคาดหวังในความสามารถทำกำไรที่สูงขึ้น มากกว่ารายได้ที่จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการลดความเสี่ยงด้านความผักผันของรายได้ที่ค่อนข้างมีฤดูกาลด้วย
“เมื่อสตูดิโอเสร็จ อัตรากำไรของบริษัทจะเพิ่มมากขึ้นเพราะธุรกิจสตูดิโอมีมาร์จินสูง เช่นเดียวกับธุรกิจโพสโพรดัคชั่น เช่นงานตัดต่อ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ไทมส์แลปส์ ส่วนธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ และจัดกิจกรรมทางการตลาดก็ไม่ได้มีมาร์จินสูงมากนัก และเมื่อสตูดิโอแล้วเสร็จในปี 2559 แหล่งที่มาของรายได้บริษัทจะเปลี่ยนมาอยู่ที่ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ ซึ่งมีสเถียรภาพมากกว่า”
ทั้งนี้ประเมินว่า ในปี 2559 ซึ่งสตูดิโอแห่งใหม่แล้วเสร็จแล้วเริ่มเปิดดำเนินการนั้น สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากธุรกิจให้เช่า 60% ธุรกิจผลิตรายการทีวี 20% และธุรกิจอื่นๆ ประกอบด้วยธุรกิจกิจกรรมทางการตลาด ธุรกิจสิ่งพิมพ์ จะมีสัดส่วนรายได้รวมกัน 20%
นายภูมิชายกล่าวเพิ่มอีกว่า หากสตูดิโอแห่งใหม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ผลิตภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ บริษัทก็มีแผนจะลงทุนสร้างเพิ่มอีกเป็นเฟสที่ 2 แหล่งเงินลงทุนจะมาจากเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ อาทิ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นให้น้อยที่สุด
เขากล่าวเพิ่มว่า ปี 2558 บริษัทจะมีการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจด้านเทคนิค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการ 2-3 ราย เร็วๆ นี้น่าจะได้ข้อสรุปก่อน 1 ราย ขนาดรายการประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนอีก 1-2 รายก็ยังคงเจรจากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทวางนโยบายเข้าถือหุ้นในบริษัทต่างๆ 75% เพื่อเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารและกำหนดทิศทางธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบเออีซี แต่ต้องศึกษาโครงสร้างธุรกิจและการให้การสนับสนุนจากภาครัฐประกอบด้วย และล่าสุด บริษัทได้ดำเนินการจัดตั้งสำนักงานในประเทศพม่า เพื่อให้บริการด้านให้เช่าอุปกรณ์ ซึ่งแต่เดิม ผู้ผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์จากประเทศพม่าได้ใช้บริการของบริษัทอยู่แล้ว การไปจัดตั้งสำนักงานก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วของลูกค้าและช่วยประหยัดต้นทุนขนส่งอีกด้วย
สำหรับภาพรวมธุรกิจปีนี้ บริษัทคาดว่ารายได้รวมจะเติบโตประมาณ 20-30% ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อ และการลงทุนในธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์และธุรกิจตัดต่อภาพยนตร์ที่น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดี อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปี 2558 ยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทเช่นกัน
“แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 557 คาดว่าจะออกมาในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างชาติเริ่มมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย และกลับเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์และละครตามปกติ ทำให้ขณะนี้มีการจองเช่าอุปกรณ์เต็มจำนวนที่มีอยู่ และทำสัญญาเช่ายาวไปถึงไตรมาส 1 ปี 2558 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชื่อเสียงของงานให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ของไทยเป็นที่รู้จัก และยอมรับในการทำงาน”
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปี 2557 จะมีรายได้มากกว่าปี 2556 ที่มีรายได้ 690 ล้านบาท แต่ยอมรับว่ารายได้ปี 2557 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่ทำให้ธุรกิจภาพยนตร์ซบเซา โดยงวด 9 เดือนปี 2557 บริษัทมีรายได้รวม 690 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.13 ล้านบาท









