วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไทยบีเอ็มเอ'เผยครึ่งเดือนทุนนอกไหลออก4.7พันล้าน

"ไทยบีเอ็มเอ"เผยครึ่งเดือนทุนนอกไหลออก4.7พันล้าน คาด "อีซีบี" ทำคิวอีดึงเงินต่างชาติไหลกลับ

สมาคมตราสารหนี้ เผยช่วงครึ่งแรกเดือนม.ค. เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 4.7 พันล้าน หลังบอนด์ระยะสั้นทยอยครบกำหนด พร้อมยืนยันบรรยากาศลงทุนยังอยู่ในภาวะปกติ เชื่อหาก "อีซีบี" ปั๊มคิวอี อาจมีเงินไหลเข้าตลาดไทย ขณะที่ยอดถือครองล่าสุด 6.78 แสนล้าน เป็นบอนด์ระยะยาว 92% มองดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวถึงสิ้นปี

นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ไทยบีเอ็มเอ) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 1 - 16 ม.ค. ที่ผ่านมา มีเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้สุทธิ 4,700 ล้านบาท โดยมีเงินไหลออกจากตราสารหนี้ระยะสั้น 4,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 4,500 ล้านบาท

ในขณะที่มีตราสารหนี้ครบอายุไป 9,300 ล้านบาท โดยมีการซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 100 ล้านบาท ทำให้ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่ 678,000 ล้านบาท เป็นสัดส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้น 8% และตราสารหนี้ระยะยาว 92%

“จะเห็นว่าเงินที่ไหลออกสุทธิไปนั้นส่วนใหญ่ก็มาจากตราสารหนี้ที่ครบอายุเป็นหลัก ไม่ใช่เกิดจากการขายแต่ประการใด และภาวะการลงทุนของต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ยังคงอยู่ในภาวะปกติ ส่วนราคาน้ำมันที่ต่ำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้โดยตรงแต่ประการใด แต่อาจจะกระทบทางอ้อมเพราะทำให้เงินเฟ้อต่ำนั่นทำให้ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำไปด้วยมากกว่า”

นายสุชาติ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วง 1 - 16 ม.ค.2558 อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุมากกว่า 5 ปี ปรับตัวลงมาเฉลี่ย 0.15 - 0.20% ในขณะที่ผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 5 ปี ค่อนข้างทรงตัวปรับลงเล็กน้อยเฉลี่ย 0.05% เท่านั้น โดยการปรับตัวลงเกิดขึ้นในช่วงเปิดต้นปีในวันที่ 5 - 6 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนักลงทุนคาดว่าทางธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) จะมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี)

หลังจากนั้นอัตราผลตอบแทนก็ค่อนข้างนิ่งมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ในการประชุมวันที่ 22 ม.ค. ตลาดคาดว่าทางธนาคารกลางยุโรปจะมีมาตรการ คิวอี ออกมาชัดเจนขึ้นซึ่งหากมีจริงน่าจะทำให้มีเงินลงทุนบางส่วนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยได้เช่นกันแต่คงไม่ได้มากเหมือนของสหรัฐ

“หากยังไม่มีมาตรการ คิวอี ออกมาก็น่าจะมีความชัดเจนในเรื่องอื่นหรือมาตรการอื่นที่จะให้ผลในลักษณะเดียวกัน แต่คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายของต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยแต่ประการใด เพราะมาตรการ คิวอี ของญี่ปุ่นเองก็ยังมีอยู่และคงทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องแต่คงไม่ได้มากเช่นสหรัฐเช่นกัน”

นายสุชาติ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมุมมองดอกเบี้ยไทยเริ่มมีการมองว่าอาจจะทรงตัวไปถึงสิ้นปี 2558 และคงไม่มีการปรับลดแต่ประการใด เพราะปัจจุบันหนี้ครัวเรือนค่อนข้างสูงหากไปปรับลดดอกเบี้ยอีก อาจจูงใจให้มีการกู้ยืมมาใช้เพิ่มมากขึ้น แต่บางส่วนก็ยังมองว่าอาจจะมีโอกาสปรับลงได้นั่นจึงทำให้การออกหุ้นกู้ในช่วงนี้ชะลอตัวเองออกไปเพราะบางส่วนมองว่าอาจจะมีการปรับลงได้

อย่างไรก็ตามหากทิศทางดอกเบี้ยชัดเจนแล้วว่าไม่ลงและทรงตัวน่าจะช่วยให้เอกชนเริ่มทยอยออกหุ้นกู้อีกครั้ง รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้จะเป็นผลดีต่อทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้อยู่แล้ว จึงมองเป็นจังหวะที่ดีในการระดมทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยตั้งแต่ต้นปีมามีหุ้นกู้ออกแล้ว 4,000 ล้านบาท

ทิศทางดอกเบี้ยที่ทรงตัวนี้จะไม่กระทบต่อเงินลงทุนต่างชาติแต่ประการใด เพราะประเมินแล้วเงินทุนต่างชาติยังน่าจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง จากการใช้มาตรการ QE ของญี่ปุ่นหรือที่คาดการณ์ว่าจะมีของฝั่งยุโรปด้วยเช่นกัน แต่การไหลเข้ามาคงไม่มากเหมือน QE ของสหรัฐ และคงไหลเข้ามาทั้งในตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาวทั้ง 2 ส่วน”

ในส่วนของพันธบัตรออมทรัพย์นั้น นายสุชาติ มองว่า ที่นักลงทุนทั่วไปตอบรับไม่ค่อยดีนักอาจเป็นเพราะอัตราผลตอบแทนที่ให้เป็นสำคัญซึ่งไม่ถือว่าสูงมากและใน 2 รุ่นก็ไม่แตกต่างกันมากนัก จึงทำให้นักลงทุนไม่ไปลงทุนในรุ่นที่อายุยาวกว่า แต่คงไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของอายุพันธบัตร เพราะปกติพันธบัตรออมทรัพย์ก็มีอายุประมาณนี้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์จะขายหมดแน่นอน เพราะหากแรงซื้อจากนักลงทุนกลุ่มแรกไม่มากพอรัฐคงเปิดให้หน่วยงานอื่น เช่น สหกรณ์ มูลนิธิ และวัดเข้ามาลงทุนได้ด้วย ซึ่งองค์กรเหล่านี้มีเงินฝากในธนาคารอยู่พอสมควรคงสนใจเข้ามาลงทุนเพราะผลตอบแทนถือว่ายังดีกว่าเงินฝากและปัจจุบันดีมานด์ลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังมีมากกว่าอุปทานที่มีอยู่พอสมควร