"กสิกร" เล็งอุ้มเอสเอ็มอีท่องเที่ยว ประเมินพ.ร.บ.ค้ำประกัน กระทบปล่อยกู้-แก้หนี้ยาก
"กสิกรไทย" รับปีนี้ทำธุรกิจสินเชื่อเอสเอ็มอียาก คาดรายได้โต 9% โตหลักเดียวในรอบหลายปี เตรียมแผนช่วยลูกค้ากลุ่มท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบมูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท พร้อมประเมินพ.ร.บ.ค้ำประกันกระทบปล่อยกู้-แก้หนี้ยาก มั่นใจคุมหนี้เสียสิ้นปี 2.39% ส่วนสินเชื่อปีนี้คาดโตได้ 7.7%
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ทำให้ธนาคารมองว่าการทำธุรกิจธนาคารจะทำได้ยาก เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่เพิ่มขึ้นนักแม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงกดดัน โดยการขยายสินเชื่อผลการของสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการหรือเอสเอ็มอีในปีนี้ ธนาคารจะเน้นลูกค้าเก่าเป็นหลัก ซึ่งธนาคารมีฐานลูกค้าเก่าจำนวนมากจึงมีความได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งนี้ในปี 2558 ธนาคาร ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ 2.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% หรือมียอดคงค้างสินเชื่อที่ 6.12 แสนล้านบาทในสิ้นปีนี้ และลดเอ็นพีแอลให้อยู่ที่ 2.39%ของสินเชื่อรวม จากสิ้นปีก่อนที่มี 2.56%
ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายการสร้างรายได้ว่าจะเติบโต 9% หรืออยู่ที่ 4.33 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่มีการเติบโตของรายได้ในระดับ13% หรือ 3.96 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตด้วยเลขหลักเดียวครั้งแรกในรอบหลายปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของลูกค้า
เขากล่าวอีกว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมในปีนี้น่าจะลดลงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่คุณภาพลูกหนี้ดีขึ้น แต่เพราะสินเชื่อโตมากกว่า ดังนั้นกลยุทธ์หนึ่งของธนาคารในปีนี้คือการช่วยเหลือลูกค้าที่เริ่มมีปัญหา ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้ก่อนจะกลายเป็นเอ็นพีแอล และในปีนี้ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวซบเซา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรปที่ค่าเงินอ่อนค่าทำให้กำลังซื้อลดลง โดยพอร์ตท่องเที่ยวในปัจจุบันมี 2.3 หมื่นล้านบาทจากลูกค้า 9 พันราย รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำที่มีพอร์ตสินเชื่ออยู่ 8-9 หมื่นล้านบาทในขณะนี้สามารถเข้าโครงการขอพักชำระดอกเบี้ยกับธนาคาร หรือรับสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หากมีการจ่ายเงินต้นเข้ามา
ทั้งนี้ในปี 2557ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โครงการรับจำนำข้าว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดภาคเรียนล่าช้ากว่าปกติ และเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งธนาคารฯ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น การพักชำระเงินต้น การลดดอกเบี้ยเงินกู้โอดีลง 3% การขยายเวลากู้ รวมทั้งการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ให้กับลูกค้าจำนวน 18,600 ราย มียอดสินเชื่อรวม 67,600 ล้านบาท
นายพัชรยังกล่าวถึง พรบ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการค้ำประกันและจดจำนองว่าส่งผลกระทบกับผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ โดยธนาคารพาณิชย์จะปล่อยกู้ยากขึ้น แม้จะเป็นการปล่อยให้กับธุรกิจเดิม แต่หลักประกันที่ใช้ได้น้อยลง ทำให้ต้องคุมเข้มสินเชื่อมากขึ้น และต้องใช้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อยาวนานมากขึ้น เพราะเราไม่รู้รายได้ที่แท้จริงของลูกค้าเอสเอ็มอี จึงต้องขอหลักประกันเยอะ ซึ่งการค้ำประกันจะช่วย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะไม่กระทบกับยอดปล่อยสินเชื่อในปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 7.7% เนื่องจากความต้องการสินเชื่อยังมีอยู่
“ในไตรมาสนี้หลังจากพ.ร.บ.บังคับใช้แบงก์คงต้องปรับตัวพอควร ใครที่มาขอกู้ช่วงแรก ๆ จะวุ่นวาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นทั้งผู้กู้และผู้ค้ำในคราวเดียวกัน และยังมีขั้นตอนของตีความทางกฎหมายอีก ทำให้กระบวนการพิจารณาคำขอสินเชื่อที่เข้ามาช้าลงแต่เชื่อว่าจะไม่กระทบการให้สินเชื่อแต่ประสบการณ์ของลูกค้าจะแย่ลง เพราะต้องขอหลักประกันเพิ่ม หรือต้องกลายเป็นผู้กู้ร่วม"
นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการช่วยลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้อีกด้วย แต่เชื่อว่าจะไม่ทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มมากนักเพราะธนาคารเร่งเข้าไปจัดการตั้งแต่ลูกค้าเริ่มมีปัญหา
นายพัชรกล่าวว่า ณ สิ้นปี 2557 มียอดสินเชื่อเอสเอ็มอีรวมที่ 5.68 แสนล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 9.7% เป็นยอดสินเชื่อเอสเอ็มอีจากต่างจังหวัด 3.6 แสนล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนถึง 20% ด้านยอดรายได้รวมอยู่ที่ 39,600 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 13% ขณะที่เอ็นพีแอล อยู่ที่ 2.56% ลดลงจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 2.82% ซึ่งผลประกอบการโดยรวมทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
นายพัชร กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ในปี 2558 จะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การดูแลผู้ประกอบการภายใต้แนวคิด “K SME ช่วยเต็มที่ SME มีแต่ได้” โดยดูแลลูกค้าปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพ ด้วยบริการที่ครอบคลุมทั้งวงจรธุรกิจและสินเชื่อ การให้ความรู้ผ่านการสัมมนาออนไลน์ SME WEBINAR และการจัดสัมมนารูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการให้ความรู้ควบคู่ความบันเทิง ผ่านรายการ SME ตีแตก การสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งให้แก่ลูกค้า ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีผ่านกิจกรรมพิเศษในโอกาสต่างๆ
รวมถึงช่วยเหลือลูกค้าให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ พร้อมกระตุ้นให้พนักงานได้ใช้เวลาในการเยี่ยมลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อจะได้ทราบถึงความต้องการและช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที และการรักษาพนักงาน ด้วยการสร้างความสุขในการทำงาน เมื่อพนักงานมีความสุข อัตราการลาออกก็จะน้อยลง สอดคล้องกับผลสำรวจความผูกพันของพนักงานที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากดัชนีความผูกพันในปี 2555 อยู่ที่ 54% ในปี 2556 เพิ่มเป็น 61% และ ในปี 2557เพิ่มเป็น 64%









