ปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ
ยังคงแผนลงทุนเช่นเดิม
จากการเข้าฟังผู้บริหารในงาน Analyst site visit มี 2 – 3 ประเด็นที่น่าสนใจ โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องราคาน้ำมันดิบที่ลดลง กับแผนการลงทุนของบริษัทในระยะยาว ซึ่งผู้บริหารมองเป็นโอกาสในการลงทุนเข้าลงทุนในซื้อสินทรัพย์ที่ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะในธุรกิจ E&P ทำให้บริษัทยังคงแผนการลงทุนระยะยาวไว้เหมือนเดิม โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่อย่าง ท่อก๊าซฯ เส้นที่ 4 และ โครงการ LNG Terminal Phase 2 โดยกว่า 56% ของเงินลงทุน 3.3 แสนล้านบาท ของแผนลงทุนระยะยาวยังคงอยู่ในธุรกิจก๊าซฯ ด้านธุรกิจ E&P แม้ระยะสั้นมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่มุมมองของผู้บริหารเชื่อว่าอีกด้านหนึ่งเป็นโอกาสในการเข้าซื้อแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพ และยังคงเป้าหมายยอดขายปิโตรเลียม 6 แสนบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2563
ปีแห่งการปรับโครงสร้างธุรกิจ
บริษัทมีแผนที่จะขายสัดส่วนการถือหุ้น 27.22% ใน BCP คาดว่าจะข้อสรุปเร็วๆ นี้ รวมทั้งลดสัดส่วนการถือหุ้นในโรงกลั่น SPRC (PTT ถือหุ้น 36% ร่วมกับ Chevron) ด้วยการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งท้ายที่สุด PTT จะถือหุ้นในธุรกิจการกลั่นเพียง 3 โรงเท่านั้นได้แก่ TOP IRPC และ PTTGC ขณะที่แผนนำธุรกิจผลิตไฟฟ้า (GPSC) เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ว่าจะเกิดขึ้นใน 2Q – 3Q58
ยังคงมี Upside จากการปรับราคา NGV
แม้จะมีการปรับราคามาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่สะท้อนต้นทุน NGV ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่สูงถึง 15.5 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนดังกล่าวไม่ได้ปรับลดลงตามราคาน้ำมันมากนัก เนื่องจากการคำนวณสูตรราคา NGV อ้างอิงราคาก๊าซฯ ในอ่าวไทย บวก Logistic Cost แม้ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับราคา NGV เพิ่มในรอบต่อไป แต่จากที่เราประเมินไว้ก่อนหน้านี้ หากมีการปรับเพิ่ม 1 บาท ทุกๆ 6 เดือน จนถึงต้นทุนที่แท้จริง จะทำให้ PTT มีกำไรสุทธิในปี 2558 เพิ่มขึ้น 4.4 พันล้านบาท และในปี 2559 เป็นต้นไป เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปี 9.6 พันล้านบาท และเพิ่มมูลค่าเหมาะสมอีก 21 บาท รวมกับมูลค่าเหมาะสมจากกรณีปรับราคา LPG หน้าโรงแยกฯ ซึ่ง กบง. อนุมัติไปก่อนหน้านี้ อีก 24 บาท
ปรับมูลค่าเหมาะสมเพิ่ม แนะนำ “ซื้อ”
ปัจจัยบวกจากกรณีการปรับราคา LPG และ NGV มีมากกว่า Down side ของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น แม้เราจะพิจารณาปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบลงจาก 65 เหรียญ เหลือ 60 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้กำไรสุทธิ PTT ในปี 2558 เพิ่มขึ้น 2% และในระยะยาวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12% ต่อปี ด้านมูลค่าเหมาะสมปรับเพิ่มจาก 359 บาท เป็น 385 บาท (รวมผลกระทบต่อ PTTEP) ราคาหุ้นที่ลดลงสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง เรามองว่าเป็นจังหวะที่ดีต่อการลงทุน ทำให้เราปรับคำแนะนำจาก “เก็งกำไร” เป็น “ซื้อ”









