ไทยแหล่งผลิตกล้วยไม้เขตร้อนเบอร์1 ด้าน"เกษตรฯ"รับลูกนายกฯ พัฒนากล้วยไม้คุณภาพ
กระทรวงเกษตรฯ เร่งโครงการพัฒนากล้วยไม้คุณภาพ หลังแนวโน้มราคาร่วง หวั่นคู่แข่งมีเพิ่ม พร้อมตั้งศูนย์การค้ากล้วยไม้ร่วมเอกชนบริหาร นายกฯ เป็นประธานเปิดงานตลาดนัดกล้วยไม้ริมคลองผดุงกรุงเกษม วันนี้
จากความหลากหลายสายพันธุ์ของกล้วยไม้ไทย กว่า 1,000 ชนิด ในขณะที่นักวิจัยและเกษตรกรไทยมีความเชี่ยวชาญในการศึกษาวิจัยและต่อยอดเพื่อจะพัฒนาทางสายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้กล้วยไม้ไทยเป็นที่รู้จักของตลาดทั่วโลก มีการส่งออกกว่า ปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่ากล้วยไม้ไทยกำลังประสบปัญหาทางการตลาดในหลายด้าน ญี่ปุ่นผู้ซื้อรายใหญ่สั่งซื้อลดน้อยลง แนวโน้มราคาตลาดในประเทศปรับตัวลดลง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้มีนโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหากล้วยไม้ไทยแบบยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการพัฒนาตลาดกล้วยไม้คุณภาพ หรือตลาดนัดกล้วยไม้คุณภาพ ในบริเวณริมฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาตลาดกล้วยไม้คุณภาพ หรือตลาดนัดกล้วยไม้คุณภาพ จะเริ่มเปิดวันแรกในวันนี้ (19 ม.ค.) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และงานดังกล่าวก็จะจัดยาวไปถึง 3 เดือน แต่จะเปิดขายเฉพาะวันจันทร์-พุธ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการค้าขายกล้วยไม้มากขึ้น
โครงการดังกล่าวภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรี สมาชิกสหกรณ์กล้วยไม้ สมาคมกล้วยไม้ตัดดอก ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกกล้วยไม้ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
"โครงการพัฒนาตลาดกล้วยไม้คุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาช่องทางของการตลาดกล้วยไม้คุณภาพให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดภายประเทศและแก้ไขปัญหาการส่งออก อีกทั้งยังเป็นการขยายตลาดกล้วยไม้ของไทย รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาผลิตกล้วยไม้ให้ได้มาตรฐาน สนับสนุนด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสร้างเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ค้าดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้คุณภาพให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย” นายปีติพงศ์ กล่าว
สร้างศูนย์ค้ากล้วยไม้ในไทย
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีแผนระยะที่ 2 ที่จะดำเนินการควบคู่กันไป ในการหาพื้นที่สร้างเป็นศูนย์การค้าขายกล้วยไม้ ในประเทศไทยขึ้น ในเบื้องต้นจะใช้พื้นที่อาคารกล้วยไม้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)ที่มีอาคารกล้วยไม้ไว้แล้ว แต่การบริหารจะดำเนินการโดยเอกชน ร่วมกับทางภาครัฐเพื่อให้มีการสั่งซื้อเป็นระบบ โดยอาจจะต้องปรับปรุงขบวนการ ในการส่งเสริมการผลิตเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศมากขึ้นเพราะปัจจุบันมีหลายประเทศก็เริ่มที่จะมีการส่งเสริมการปลูกกล้วยไม้เช่นเดียวกับประเทศไทย
ดังนั้นหลังจากนี้ไปผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ จะต้องมีขบวนการ ส่งเสริมการปลูกกล้วยไม้ในเชิงคุณภาพ ให้มีความสวยงามและมีความหลากหลายทางสายพันธุ์มากยิ่งขึ้น โดยจะเน้นในเรื่องการผลิตสินค้าคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก จากปัจจุบันกล้วยไม้ไทยถือว่าอยู่ตลาดบน ราคาสูงกว่า แต่หากไทยไม่มีการปรับปรุงมีความเป็นไปได้ที่คู่แข่งจะพัฒนาได้เทียบเท่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายที่จะเปิดตลาดสินค้าคุณภาพและพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ
“เมื่อมีการเปิดตลาดอาเซียน สินค้าที่เป็นดอกไม้ชนิดอื่นๆก็จะเข้ามาตีตลาดดอกไม้ไทยมากขึ้น เดิมตลาดกล้วยไม้ใหญ่ที่ปากคลองตลาดจะมีแต่ดอกไม้ไทย แต่ปัจจุบันเท่าที่สังเกตจะมีดอกไม้ที่แปลกๆ ส่งเข้ามาตีตลาดดอกไม้ไทย จึงจะต้องเร่งจัดการตลาด เร่งสร้างกล้วยไม้ไทยให้เป็นตลาดเฉพาะให้ชัดเจนให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้” นายปีติพงศ์ ระบุ
ไทยแหล่งผลิตกล้วยไม้เขตร้อนเบอร์1
สำหรับสินค้าไม้ดอกที่มีมูลค่าการค้าประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นกล้วยไม้ในเขตร้อน ซึ่งจะมีตลาดรับซื้อกล้วยไม้ทั่วโลก โดยตลาดสำคัญจะอยู่ในประเทศญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส จีน และสหรัฐอเมริกา สำหรับแหล่งผลิตและส่งออกกล้วยไม้สำคัญคือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศผู้ส่งออกกล้วยไม้อันดับหนึ่งของโลก ส่วนใหญ่จะเป็นกล้วยไม้เขตหนาว ส่วนประเทศไทยรองลำดับสอง เป็นแหล่งผลิตและส่งออกกล้วยไม้ในเขตร้อนอันดับหนึ่ง
“คู่แข่งที่สำคัญของไทย คือ นิวซีแลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ในขณะที่คู่ค้าสำคัญคือ ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน และอิตาลี ทั้งนี้พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 22,000 ไร่ เฉลี่ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1 - 2% ต่อปี พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ อีกทั้งยังใกล้แหล่งน้ำและตลาด การคมนาคมขนส่งสะดวก”นายปีติพงศ์ กล่าว
ส่วนสถานการณ์ปลูกกล้วยไม้ในประเทศปีที่ 2557 ไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก 22,107 ไร่ ผลผลิต 49,321ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2,231กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการผลิต 182,920 บาท/ไร่ หรือ 81.99 บาท/กิโลกรัมโดยมีแหล่งผลิตที่ นครปฐม 46.63%สมุทรสาคร19.33% กรุงเทพมหานคร 14.49% ราชบุรี 7.12% นนทบุรี 6.57% กาญจนบุรี 3.75% พื้นที่ปลูกกล้วยไม้แบ่งตามสกุล สกุลหวาย 86% สกุลม็อคคารา, อแรนดา 11 % สกุลแวนดา, แอสโคเซ็นดา 1 % โดยผลผลิตกล้วยไม้ตัดดอกส่งออก 46% ใช้ในประเทศ 54%
เผยญี่ปุ่นตลาดใหญ่ของไทย
นายวิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ไทยมีมูลค่าการส่งออกดอกกล้วยไม้ในประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด มูลค่า 700 ล้านบาท และในด้านปริมาณส่งออกไปประเทศจีนมากที่สุดถึง 3,600 ตันต่อปี กล้วยไม้ที่ผลิตและส่งออกมากที่สุดได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย พันธุ์ Sonia จึงทำให้แผนงานในปีหน้าเน้นเรื่องการส่งเสริมคุณภาพการปลูกกล้วยไม้ส่งออกให้มากขึ้น ประกอบด้วย 1.การควบคุมคุณภาพดอกกล้วยไม้ส่งออกตามเกณฑ์มาตรฐานของประเทศที่ต้องการนำเข้า 2.การควบคุมคุณภาพกล้วยไม้ ตั้งแต่มาตรฐานสวนที่ปลูก (GAP) มาตรฐานโรงคัดและบรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานช่อดอกกล้วยไม้เพื่อควบคุมรักษาคุณภาพก่อนการส่งออก
จัดจับคู่ธุรกิจซื้อขายกล้วยไม้
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดโลก ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงานในการช่วยส่งเสริมการขายและสร้างภาพลักษณ์ของกล้วยไม้ไทยในตลาดโลก การแสดงกล้วยไม้ครั้งนี้จึงเป็นการแแสดงภาพลักษณ์ ส่งเสริมการตลาดของกล้วยไม้ไทยในประเทศต่างๆ โดยให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้มาพบกัน นอกเหนือจากการไปแสดงเรื่องคุณภาพแล้ว ยังเป็นการทำธุรกิจแบบ Business Matching
ส่วนการวางแผนเรื่องนวัตกรรม ได้เล็งเห็นถึงปัญหาเพลี้ยไฟในสวนกล้วยไม้เป็นปัญหาหลัก ที่ส่งผลต่อคุณภาพกล้วยไม้ ได้มอบหมายให้มีการนำร่องทดสอบการปลูกกล้วยไม้ในโรงเรือน เพื่อควบคุมเพลี้ยไฟแล้ว และให้ศึกษาเรื่องคุณภาพกล้วยไม้หลังการบรรจุภัณฑ์ไปแล้ว ว่าสามารถแยกแยะได้ว่ากล้วยไม้ประเภทใดมีคุณภาพและกล้วยไม้ใดเป็นกล้วยไม้โดยทั่วไป เพื่อทำให้ตลาดมีโอกาสในการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพได้มากขึ้น
โอกาสในการนำเข้าไปขายในกลุ่มเออีซี เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มีโอกาสสูง โดยต้องส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ซึ่งได้กำหนดแผนงานไว้แล้วในปี 2558 โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์ เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจ
ยันมาตรฐานGAPและGMP
ด้านราคาของกล้วยไม้นั้น ปกติประเทศไทยได้มีการส่งออกดอกกล้วยไม้ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยมีการปลูกกล้วยไม้สกุลหวาย พันธุ์ Sonia ค่อนข้างมาก ประกอบกับในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. และส.ค.-ก.ย. มีปริมาณผลผลิตกล้วยไม้ออกมามาก อาจทำราคาลดลง แต่ในการคัดคุณภาพที่ส่งออกไปยังประเทศที่ต้องการคุณภาพกล้วยไม้และสามารถแยกแยะได้ ยังมีโอกาสที่จะทำตลาดต่อไปได้
อีกทั้งประเทศไทยยังมีศักยภาพ มีโอกาสในการแข่งขันสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือ ต้องแยกความต้องการของประเทศปลายทางให้ชัดเจน และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ประเทศปลายทางได้กำหนดเอาไว้ เช่น ขนาด คุณภาพ วิธีการในการเก็บรักษา วิธีการบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีความสำคัญ ซึ่งไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานGAP และมาตรฐานโรงเรือน(GMP) ในตลาดจีนบางพื้นที่ มีการควบคุมเรื่องแมลง จึงจำเป็นต้องมีการขอใบอนุญาตหรือใบรับรองการปลอดแมลงจากด่านที่ส่งออกด้วย









