การใส่ใจดูแลรูปลักษณ์และรูปร่างของคนรุ่นใหม่ทำให้ธุรกิจคลินิก สถาบันความงาม ขยายตัวสูง
สิ่งที่ตามมา คือ ดีกรีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ต่างเฟ้นกลยุทธ์ เปิดเกมรุกทางการตลาด เพื่อช่วงชิงลูกค้าให้ได้มากที่สุด
ชโลธร สุมิตรเหมาะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไบโอคอส กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงามแบรนด์สลิมมิ่งพลัส อาเมทิส และบิวตี้ สตอรี่ กล่าวถึงแผนงานปีนี้ว่า จะใช้งบลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ 120-160 ล้านบาท ได้แก่ ศูนย์ฝึกอบรม “ไบโอคอส บิวตี้ อะคาเดมี่” ร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าความงาม และ คลินิก “แล็บ เดอ แบงค็อก” นอกจากนี้ ใช้งบ 250 ล้านบาท ขยายสาขาสถาบันความงามในเครือ
ศูนย์ฝึกอบรมไบโอคอส บิวตี้ อะคาเดมี่ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 10 ล้านบาท เปิดสาขาแรกย่านประชาชื่น ไตรมาสแรกนี้ เน้นให้บริการและพัฒนาบุคคลากร 10 หลักสูตร รองรับผู้สนใจฝึกอบรมได้กว่า 1,000 คนต่อปี
ศูนย์ดังกล่าวเป็นแหล่งสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงธุรกิจความงาม โดยผู้ที่จบหลักสูตรจากศูนย์จะได้รับใบรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการมารับประกันคุณภาพ คาดสร้างรายได้จากศูนย์ฝึกอบรมในปีแรก 20-30 ล้านบาท
สำหรับธุรกิจรีเทลช็อป ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าความงามภายในเครือ และสินค้านำเข้า 3-4 แบรนด์ รวม 100 เอสเคยู ใช้งบลงทุน 80-100 ล้านบาท ขยายสาขา กว่า 10 สาขา และลงทุน 30-50 ล้านบาท เปิดตัวคลินิก “แล็บ เดอ แบงค็อก” ให้บริการรักษาผิวด้วยเลเซอร์
ปัจจุบัน ไบโอคอส กรุ๊ป มี 5 ธุรกิจ อาทิ ไบโอคอส โปรเฟสชันนอล, สลิมมิ่ง พลัส, อาเมทิส และบิวตี้ สตอรี่ หลังจากมีธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมจะส่งผลให้ในปีนี้มี 7 กลุ่มธุรกิจ
บริษัท ยังมีแผนใช้งบลงทุนขยายสาขาสถาบันให้บริการด้านความงามในเครือ กว่า 250 ล้านบาท แบ่งเป็น สลิมมิ่ง พลัส 2-3 สาขา จากเดิม 23 สาขา “อาเมทิส” สถาบันความงามระดับพรีเมียม 1 สาขา จากเดิม 1 สาขา และ “บิวตี้ สตอรี่” ซึ่งให้บริการด้านการทำเล็บ อีก 2-3 สาขา จากเดิม 8 สาขา พร้อมใช้งบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท หรือ 10% ของรายได้รวม ทำการตลาดทุกช่องทาง เน้น "ซีอาร์เอ็ม" ปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการสม่ำเสมอกว่า 1 หมื่นราย
ภาพรวมตลาดคลินิกและสถาบันความงามในปีที่ผ่านมา เติบโต 20% จากมูลค่าตลาดรวมหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งมีการแข่งขันรุนแรง บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจจังหวัดตะเข็บชายแดนเพื่อเจาะตลาดเพื่อนบ้าน รองรับโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ปีที่ผ่านมา ไบโอคอส กรุ๊ป มีรายได้รวมกว่า 1,000 ล้านบาท เติบโต 10% ในปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 15% โดยปี 2559 จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ซึ่งขณะนี้คาดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,200-1,500 ล้านบาท
เปิดศูนย์อมรมแพทย์รับตลาดบูม
พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ เอไอซี กล่าวว่า มีแผนผลักดันคลินิกแบรนด์ “โคเรียน ทัช บาย อัลตร้า วี” ขยายสาขาต่างประเทศในอนาคต ปัจจุบันเปิดบริการ 1 สาขา ที่เดอะเมอร์คิวรี่วิลล์
ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดให้บริการศูนย์ฝึกอบรมแก่แพทย์จากต่างประเทศที่ให้ความสนใจ มุ่งอบรมความรู้และเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ระดับกลาง-สูง เทคนิคการร้อยไหม รวมถึงการฉีดโบท็อกซ์ ส่วนใหญ่เป็นแพทย์จากภูมิภาคอาเซียน รองรับการขยายตัวของธุรกิจความงามในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
สำหรับ "เอไอซี" มีอัตราให้บริการของคลินิก มีราคาตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 5 แสนบาทต่อครั้ง ลูกค้าส่วนใหญ่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง ปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 500 ราย นับตั้งแต่เปิดบริการมา 2 ปีครึ่ง ปัจจุบันมีสาขา 2 แห่ง ย่านพระราม4 และศรีนครินทร์
ประเมินว่าตลาดคลินิกที่ให้บริการฟิลเลอร์ มีมูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท โดยผลประกอบการปีที่ผ่านมา เอไอซี เติบโต 15% ดีกว่าภาพรวมตลาดสถาบันความงามภายในประเทศ เติบโต ราว 5% ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง และแข่งขัน
"คลินิกบางแห่งประสบปัญหาเศรษฐกิจและปิดตัวลง ประกอบกับมีผู้เล่นรายใหม่ๆ ขึ้นทะเบียนกันเป็นจำนวนมาก กว่า 300 แห่ง ล้นเกินกว่าความต้องการ"
ลงทุนเครื่องมือ-นวัตกรรมใหม่
กุหลาบ จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผิวดีคลินิก กล่าวว่า ในปีนี้จะเน้นการลงทุนด้านเครื่องมือและเทคโนโลยีซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเสริมบริการ มูลค่า 40-50 ล้านบาท ปัจจุบัน ผิวดีคลินิก เปิดบริการ 9 สาขา ในกรุงเทพฯ การดำเเนินธุรกิจกว่า 25 ปี มีฐานลูกค้า 1 แสนราย และมีลูกค้าต่างชาติใช้บริการ 10% ปีที่ผ่านมา รายได้เติบโต 10-15%
ในปี 2558 นี้ ธุรกิจคลินิกมีการแข่งขันอย่างรุนแรง เพราะจะมีผู้เล่นแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง









