วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.เตือนรับมือตลาดป่วน ชี้เริ่มเห็นสัญญาณผันผวน

(รายงาน) "ตลาดเงินปีนี้ ความท้าทายมีมาก เพราะเราเริ่มเห็นเค้าลางที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอน"

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เตือนรับมือตลาดเงินผันผวนกว่าปีก่อน จากความไม่แน่นอน"ปัจจัยภายนอก" แนะผู้ประกอบทำ "เฮจจิ้ง" ป้องเสี่ยง ระบุท้าทายดำเนินนโยบายการเงินใน

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ด้านเสถียรภาพการเงินกล่าวว่าในปี 2558 ถือเป็นปีที่ "ท้าทาย" ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน และตลาดเงินค่อนข้างมาก โดยในส่วนของตลาดเงิน ยอมรับว่า ในปีนี้ทิศทางจะผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท. ก็เริ่มเห็นสัญญาณความผันผวนของตลาดเงินในปี 2558 บ้างแล้ว

“ตลาดเงินปีนี้ ความท้าทายมีมาก เพราะเราเริ่มเห็นเค้าลางที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งประเทศมหาอำนาจมีทางเดินหลากหลาย และยังมีเรื่องที่ Unknown ที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกมาก”

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า กรณีของรัสเซียที่เกิดขึ้น ยังพอคาดเดาได้บ้างว่า ในปีนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อะไรบ้าง ซึ่งก็ทราบกันดีว่า รัสเซียมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระในปีนี้ค่อนข้างมาก ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์ อีกทั้งรัสเซียยังถูกแซงชั่นโดยสหรัฐและยุโรป ขณะที่ค่าเงินรูเบิลก็อ่อนค่าลงไปมาก ทั้งยังขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างมาก

"เรียกว่าเป็น Perfect Storm แต่เราไม่รู้เลยว่า รัสเซียจะรับมือกับสถานการณ์ หรือตอบโต้กลับอย่างไร"

กรณีของรัสเซีย คาดการณ์กันว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินเป็นอันดับแรก แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับความรุนแรงของสถานการณ์ภายในรัสเซีย ซึ่งถ้ารัสเซียเกิดผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือเลื่อนการชำระหนี้ออกไป เชื่อว่าผลกระทบแรกที่เกิดขึ้น คือ จะมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ในระยะสั้น เพื่อรอประเมินสถานการณ์

“ปฏิกริยาตอบสนองแรกของนักลงทุนต่างชาติ เขาจะขายออกมาก่อนแล้วค่อยมาเล็งกันใหม่ว่า แต่ละประเทศเป็นอย่างไร ของไทยถ้าเขาดูแล้วว่าเศรษฐกิจจริงไม่ได้รับผลกระทบ หรือพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง เขาก็จะกลับเข้ามาใหม่ แต่ระยะสั้นถ้ารัสเซียเกิดมีปัญหาจริง เราคงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่พ้น”

ชี้โอกาสสูงเงินผันผวนกว่าปี57

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้มองว่าในปี 2558 ค่าเงินบาทไทยอาจผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยค่อนข้างนิ่ง ผันผวนเพียง 4% เท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน อยากแนะนำให้ทำประกันความเสี่ยง (เฮจจิ้ง) ไม่ควรชะล่าใจ

สำหรับข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการต่างๆ ที่อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าไปอยู่ที่ระดับ 36-37 บาทต่อดอลลาร์ กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจไทยผิดปกติ หรือมีพื้นฐานที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน เพราะในช่วงต้นปีซึ่งไทยเผชิญกับปัญหาการเมือง ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าลงไปแค่ 33 บาทกว่าๆ ต่อดอลลาร์เท่านั้น

“ถ้าจะให้ไป 36-37 บาท หมายความว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยต้องแย่มาก ต้องเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยแล้ว และการที่พื้นฐานเศรษฐกิจแย่ลงจะดีอย่างไร และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเจอประเทศที่เจริญแล้วค่าเงินอ่อนลง”นางผ่องเพ็ญกล่าว

อย่าคาดหวังนโยบายลดดอกเบี้ย

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปีนี้ถือเป็นปีที่มีความท้าทาย เพราะคนคาดหวังกับการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพียงแต่ในสถานการณ์แบบนี้ ประสิทธิผลของดอกเบี้ยที่ลดลงมีค่อนข้างต่ำ

“คนรู้สึกว่าลดดอกเบี้ยสิ เพราะหลายที่ก็เริ่มลดประมาณการเศรษฐกิจลงต่อเนื่อง แต่ดอกเบี้ยอยู่เท่าเดิมแปลว่าอะไร ซึ่งตรงนี้คนยังไม่เข้าใจประสิทธิภาพของการทำนโยบายการเงินมากนัก ในบางสถานการณ์ไม่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้ทุกด้าน เมื่อรู้ว่าใช้แล้วไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เราก็ต้องเก็บเอาไว้ใช้เวลาจำเป็น เพราะถ้าจะใช้ต้องได้ผล”

เบิกจ่ายภาครัฐขับเคลื่อนศก.ปี58

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ตัวหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้ คือ "การเบิกจ่ายภาครัฐ" เรื่องนี้ถือเป็นตัวที่เราสามารถควบคุมได้ เพราะไม่เหมือนกรณีเรื่องรัสเซียที่อยู่เหนือการควบคุม ถ้ารัฐเร่งการเบิกจ่ายได้จริง จะช่วยแบ่งเบาภาระของนโยบายการเงินลงได้มาก เพราะจะช่วยให้คนมีรายได้เพิ่ม มีกำลังซื้อ ภาคธุรกิจขับเคลื่อนกลับมาลงทุน เศรษฐกิจก็จะหมุนไปได้

อย่างไรก็ตาม หากรัฐไม่สามารถเร่งผลักดันการใช้จ่ายหรือลงทุนได้ นโยบายการเงินก็คงไม่สามารถช่วยอะไรเพิ่มได้มากนัก เพราะจากการสำรวจของ ธปท. พบว่า อุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนดอกเบี้ย ดังนั้นดอกเบี้ยจึงไม่ใช่พระเอกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“ลดดอกเบี้ยไปวันนี้ ถามว่าคนจะลงทุนเพิ่มหรือไม่ ลดดอกเบี้ยแล้วคนจะบริโภคมากขึ้นหรือไม่ ดอกเบี้ยไม่ใช่คีย์เวิร์ด ภาษาที่เราใช้ คือ กุญแจไม่ถูกดอก”

เดินหน้าแผนทุนเคลื่อนย้ายเฟส2

นางผ่องเพ็ญ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของแผนเงินทุนเคลื่อนย้ายในเฟส 2 ว่า ธปท.ยังเดินหน้าตามแผนปกติ ซึ่งแผนต่างๆ ได้ส่งไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว และในส่วนที่ ธปท. สามารถอนุมัติได้เองก็เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว จะมีเพียงเรื่องการผ่อนผันให้นักลงทุนสามารถออกไปลงทุนเองได้ ที่ ธปท. อาจเลื่อนระยะเวลาออกไปอย่างน้อย 1 ปี จากเดิมที่กำหนดใช้ในปี 2558

สาเหตุที่ ธปท. เลื่อนกำหนดเวลาดังกล่าวออกไป ไม่ใช่เพราะธปท. กังวลหรือไม่มีความพร้อม แต่เป็นเพราะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ได้ขอให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปก่อน เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อแผนการทำธุรกิจ

แผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้าย แผนที่วางไว้ว่าจะทำอะไร ไม่ได้ผิดไปจากที่เราคิด แต่บางอย่างอาจช้าไปบ้าง แต่การไม่ได้เกิดจากเพราะ ธปท. ไม่กล้าทำ แต่เกิดจากการที่ ผู้ประกอบการ ขอให้ชะลอเอาไว้ก่อน เช่น การเปิดให้นักลงทุนไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศโดยไม่ผ่านคนกลาง ตอนนี้ยังขาดแค่ยังไม่ให้ออกไปเอง ยังต้องผ่าตัวกลาง แต่เราอยากให้เขาไปเองเลย

“โบรกเกอร์และ บลจ. กลัวว่า ถ้าเราเปิดให้นักลงทุนออกไปลงทุนโดยไม่ผ่านคนกลาง จะทำให้เขาสู้กับสถาบันการเงินต่างประเทศไม่ได้ เพราะถ้าเราเปิดคนไทยก็คงวิ่งหาสถาบันต่างประเทศที่มีชื่อเสียงดูแลการลงทุนให้ ทางโบรกเกอร์และบลจ.จึงขอเวลาตั้งหลักก่อน ดังนั้นช่วงที่เราขยายเวลาออกไปผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ต้องเตรียมความพร้อม ทำการบ้านให้หนัก” นางผ่องเพ็ญ กล่าว