จับตาดัชนีหุ้นไทยแตะสถิติใหม่ ประเมินผันผวนแรงพร้อมชูรับเหมาก่อสร้าง สื่อสาร และแบงก์โดดเด่น
โบรกเกอร์ประสานเสียง ดัชนีหุ้นไทยปี2558 เดินหน้าต่อ มีโอกาสลุ้นสถิติใหม่ 1,800 จุด หลังแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและจีนโตต่อเนื่อง ชูรับเหมาก่อสร้าง ไอซีที และธนาคารพาณิชย์เด่นสุด ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปี 2558 กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ดัชนีของตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,603.89 จุด เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จากจุดต่ำสุดที่ 1,205.44 จุด เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างปีนักลงทุนก็ต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยจากต่างประเทศ อาทิ ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากนั้น ก็เกิดการรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค. 2557 ดัชนีหุ้นไทยก็สามารถฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจเสมอมา โดยปัจจัยที่สำคัญในปีที่ผ่านมาอย่างการประกาศยกเลิกมาตรการคิวอีของสหรัฐ และการประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและยุโรป หรือปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือราคาน้ำที่ปรับตัวลงกว่า 40% ในปีที่ผ่านมา ล้วนส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยผันผวนเช่นเดียวกัน
ปี 2557 ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังสามารถปรับตัวขึ้นมาได้ประมาณ 25% และในปีหน้านักวิเคราะห์แต่ละแห่งต่างยังเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยว่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญอย่างแรกที่จะช่วยให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงคือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและสหรัฐ
นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในปี 2558 น่าจะสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ โดยให้เป้าดัชนีที่ 1,800 จุด ค่าพีอี 14.8 เท่า โดยเป็นค่าดัชนีที่เทียบจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2559 ที่ระดับ 122 บาทต่อหุ้น โดยปัจจัยสำคัญจะมาจากการฟื้นตัวของ 2 เศรษฐกิจใหญ่ของโลก คือ สหรัฐและจีน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น
“ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนกล้าลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยในปี 2558 จะมีภาพคล้ายๆ กับปี 2557 ที่ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน สำหรับสหรัฐเองจะเห็นภาพการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศ ส่วนจีนนั้นจะเป็นตลาดที่น่าจะปรับตัวขึ้นได้มากที่สุด เพราะนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากตึงตัวมาเป็นผ่อนคลาย ประกอบกับมูลค่าที่ยังถูกอยู่ โดยปัจจุบันจีนมีค่าพีอีเพียง 11 เท่า” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว
เล็งปรับประมาณการกำไรบริษัทน้ำมัน
ขณะที่นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปีหน้ายังอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวนำโดยสหรัฐที่กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจีนที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี และหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวกว่าที่คาด บริษัทก็เชื่อว่าจะมีการประกาศลดดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เพราะในขณะนี้จีนได้เปลี่ยนมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินแทนนโยบายตึงตัวแล้ว
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากโอกาสในการออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของยุโรปและญี่ปุ่น โดยยุโรปน่าจะประกาศใช้ในเดือน มี.ค. 2558 ส่วนญี่ปุ่นคาดว่าจะดำเนินมาตรการอาเบะโนมิคต่อเนื่อง
นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.เคเคเทรด กล่าวว่า ในระยะยาวราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาก จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศ เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่สำคัญของหลายธุรกิจ และประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันถึง 8.1% ต่อจีดีพี
“แต่ในระยะสั้นราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงแรงอาจจะกดดันดัชนีหุ้นไทยได้ เพราะหุ้นในกลุ่มพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของมูลค่าดัชนีทั้งหมด ทำให้ช่วงต้นปี 2558 หลายบริษัทอาจจะมีการปรับประมาณการกำไรลงได้ เพราะปัจจุบันปริมาณความต้องการขายน้ำมันยังล้นตลาดอยู่ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน” นายสิทธิเดช กล่าว
ปัจจัยหนุนที่สำคัญประการต่อมาคือการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของภาครัฐในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ซึ่งจะช่วยให้เงินลงทุนเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น และจะทำให้ภาคเอกชนเกิดความมั่นใจในการลงทุนตามมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557
มองศก.ไทยโตสูงสุดไตรมาส 1/2558
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้สูงสุดในช่วงไตรมาส 1 ปี 2558 เนื่องจากนักลงทุนให้ความคาดหวังว่าเศรษฐกิจในประเทศจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และงบประมาณการลงทุนของภาครัฐและเอกชนจะออกมาโดยเร็วเช่นกัน แต่ในช่วงไตรมาส 2 เชื่อว่าดัชนีน่าจะอ่อนตัวลงเนื่องจากสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังไว้มากเกินไป ทำให้พื้นฐานของเศรษฐกิจปรับตัวตามไม่ทัน ส่วนในไตรมาส 3 และ 4 มองว่าดัชนีจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง จากความชัดเจนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ขณะที่นายเกียรติศักดิ์ บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า รายได้จากการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน และหากรัฐบาลประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก จะช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้มากขึ้นไปอีก
แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 ยังคงมีความเสี่ยงอีกหลายประการที่นักลงทุนจะต้องติดตามอย่างใกล้ๆ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจจะส่งผลให้ดัชนีเกิดความผันผวนได้มาก
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ความเสี่ยงที่จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยผันผวนคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในช่วงกลางปี 2558 ซึ่งจะกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ขณะที่มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของญี่ปุ่นและยุโรป ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะทำให้เงินลงทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย อาจจะไม่ได้กระจายออกมามากอย่างที่คิด เพราะมาตรการที่ทำในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจนที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเองเป็นหลัก
ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือ การดำเนินงานของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้หรือไม่ รวมถึงโครงการต่างๆ ตามนโยบายที่ประกาศเอาไว้อีกด้วย
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในส่วนของจีนนั้นแม้จะเปลี่ยนนโยบายทางการเงินจากตึงตัวเป็นผ่อนคลายแล้ว แต่เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตก่อน ส่วนประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกเชื่อว่าจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะความต้องการบริโภคในประเทศจีนยังไม่มากพอที่จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกขยับขึ้นได้
แนะรับเหมา-สื่อสาร-ธนาคาร
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเข้าลงทุนในปีหน้ามากที่สุด 3 อันดับแรก จากการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ 9 แห่ง คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะได้ประโยชน์จากเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานลูกค้าจาก 2 จี มาเป็น 3 จี ทำให้อัตรากำไรเพิ่มมากขึ้น ทางด้านกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากยอดการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่การบริโภคในประเทศฟื้นตัว รวมถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการลงทุนของรัฐและเอกชน









