การปฏิรูปการส่งเสริมการกำกับกิจการที่ดี หรือ ซีจี ในรัฐวิสาหกิจ ด้วยการเพิ่มความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น
การปฏิรูปการส่งเสริมการกำกับกิจการที่ดี หรือ ซีจี ในรัฐวิสาหกิจ ด้วยการเพิ่มความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นการลงทุนในไทย เป็นเรื่องที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันส่งเสริมกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ล่าสุดไอโอดีภายใต้การดูแลของ บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการไอโอดี ได้ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความพยายาม 3 แนวทางในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ซึ่งนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ได้พิจารณา
โดย 3 แนวทางข้างต้น มีทั้งเรื่องการเสนอให้จัดตั้งองค์กรอิสระกำกับรัฐวิสาหกิจ กันนโยบายการเมืองแทรกแซง พร้อมใช้มาตรฐานบริษัทจดทะเบียนดูแลการทำหน้าที่ของกรรมการ และเปิดเผยข้อมูลสร้างมาตรฐานแข่งขัน ที่ลดความได้เปรียบของรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ บัณฑิตกล่าวว่าไอโอดีสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการกำกับกิจการที่ดี หรือ ซีจี หากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ มีความโปร่งใส ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชัน นอกจากจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่น ในการเข้ามาลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ และช่วยทำให้การจัดอันดับด้านความโปร่งใส หรือ ซีจีของไทยปรับขึ้นด้วย
ไอโอดีได้มีส่วนร่วมในการผลักดันการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจทางตรงและทางอ้อม บทบาทในทางตรงคือการเข้าไปร่วมเป็นอนุกรรมการที่ดูแลทางด้านซีจีของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ส่วนทางอ้อมก็คือการผลักดันให้มีกลไกต่างๆ ในการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน และมีการนำมาใช้ในรัฐวิสาหกิจที่มีการลงทุนสูง เช่นสัญญาคุณธรรม เป็นต้น รวมถึงการเปิดอบรมกรรมการ และมีกรรมการของรัฐวิสาหกิจเข้ามาร่วมมากขึ้น
สำหรับโจทย์ที่เข้าไปช่วยซูเปอร์บอร์ดนั้น เข้าไปในฐานะที่เป็นอนุกรรมการด้านธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีหน้าที่ชัดเจนในการให้คำปรึกษา คำแนะนำในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการกำกับกิจ การที่ดีของรัฐวิสาหกิจน่าจะเป็นอย่างไร ครอบคลุมถึงการแต่งตั้งกรรมการ การเปิดเผยข้อมูล และการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ
“ประเด็นปัญหาของรัฐวิสาหกิจไทย ปัญหาที่ใหญ่กว่าธรรมาภิบาล หรือการทำหน้าที่ขององค์กรคือ มีการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงาน ทำให้รัฐวิสาหกิจไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตรงกับวัตถุประสงค์ รัฐบาลที่ผ่านมาทุกคณะใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือ ในการดำเนินนโยบายต่อเนื่องมาทุกยุคสมัย จนกลายเป็นเรื่องปกติ เช่นการใช้แบงก์รัฐในการปล่อยสินเชื่อ”
ทั้งนี้การแทรกแซงจากการเมือง ทำให้วิสาหกิจไม่ได้ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ และทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการตอบสนองการเมือง บางครั้งถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซงถึงการแต่งตั้งบอร์ดและซีอีโอ ที่ถูกแต่งตั้งโดยตรงจากการเมือง หากไม่เข้ามาดูแลแก้ไข จะไม่สามารถวางธรรมาภิบาลในองค์กรได้
เขากล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.พยายามสร้างองค์กรกำกับดูแลใหม่ แยกออกมาต่างหากจากฝ่ายการเมืองที่จะควบคุมดูแลงานของรัฐวิสาหกิจ ให้สามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ได้ชัดเจน เพื่อให้สามารถใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีด้านธรรมาภิบาล
“ เราจะเรียกองค์กรนี้สั้นๆว่าเป็นองค์กรเจ้าของ ที่จะกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ สามารถแยกนโยบายที่มาจากกระทรวง และนโยบายการทำงานของรัฐวิสาหกิจเอง เราต้องทำโครงสร้างองค์กรเจ้าของให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง นี่คือโจทย์สำคัญที่สุด ซึ่งในต่างประเทศที่มีปัญหาเหมือนเรา ต่างก็มาในแนวทางนี้ คือตั้งองค์กรอิสระขึ้นมากำกับรัฐวิสาหกิจ เช่นในมาเลเซีย และสิงคโปร์”
องค์กรข้างต้นในความเห็นของบัณฑิต จะแยกต่างหากจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) โดยสคร.จะมีหน้าที่ในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เป็นหน่วยงานรับนโยบายจากกระทรวงต้นสังกัด แล้วสั่งการไปยังรัฐวิสาหกิจอีกที่ นโยบายที่เคยสั่งตรง ก็จะสั่งผ่านองค์กรนี้ เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายที่สั่งตรงมา สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ดูแลแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ คัดเลือกคนที่เหมาะสมกับปัญหาและโจทย์ของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงมีหน้าที่ในการประเมินการทำงานของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเอง การกำหนดเกณฑ์ประเมินผล หรือเคพีไอ ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาเรื่องผลตอบแทน
“แน่นอนว่าการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา จะต้องมีกฎหมายรองรับ และสามารถบังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจที่มีการตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะด้วย เพราะนี่คือการปฏิรูป ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่ใช่การปฏิรูป เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กำลังคุยกันอยู่ในซูเปอร์บอร์ด และเป็นโจทย์สำคัญ ”
เขากล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 คือ การดูแลการบริหารกิจการที่ดี หรือ ซีจี อยากให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีระบบการตรวจสอบ หรือเช็คแอนด์บาลานซ์ ที่ดี โดยน่าจะใช้แนวทางการปฏิบัติของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลักๆ สำคัญ คือการทำหน้าที่ของกรรมการ (บอร์ด) ต้องโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูล ดูแลสิทธิผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ส่วนเรื่องการตรวจสอบส่วนใหญ่ จะยังใช้ภาครัฐ หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เป็นหลัก จึงต้องมาดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะใช้ภาคเอกชน หรือผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระเข้ามาร่วมตรวจสอบ แบบผสมผสานกัน เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
ข้อที่ 3 ซึ่งมีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน คือเรื่องการแข่งขัน เพราะรัฐวิสาหกิจก็หน่วยงานของรัฐบาล ดังนั้นในการทำธุรกิจก็มีคนถามเรื่องความได้เปรียบ เสียเปรียบ ง่ายที่สุดก็คือ ต้องให้รัฐวิสาหกิจไปแข่งขันกับเอกชน แต่หากแห่งใดที่รัฐบาลเห็นว่าสำคัญ ต้องเข้าไปดูเรื่องการกำหนดราคา และเมื่อเกิดความเสียหาย รัฐบาลก็มีหน้าที่เข้าไปดูแล
“หลักๆ ที่เราจะดูคือ ความเป็นธรรมในการแข่งขัน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบของรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกับเอกชน ขณะเดียวกันหากมีนโยบายที่จะต้องส่งเสริม เมื่อเกิดความเสียหายทางการเงิน ก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องดูแลด้วยงบประมาณ ปรัชญาจุดนี้ง่ายที่สุด แต่ไม่ค่อยทำกัน หากการปฏิรูปครั้งนี้ทำได้ สามารถสร้างแรงจูงใจในการทำธุรกิจ รัฐวิสาหกิจก็จะเข้มแข็ง เอกชนก็จะไม่บ่น สร้างแรงจูงใจในการทำธุรกิจอีกด้วย”







