"คลัง" เล็งตั้งงบกลางปีกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 แสนล้านบาท หลังประเมินไทย เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ นสพ.กรุงเทพธุรกิจว่า ในปีงบประมาณ 2558 นี้ นายเขามีแผนที่จะจัดทำงบประมาณกลางปี เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากระยะที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศและใช้มาตรการต่างๆเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่า การเบิกจ่ายเงินจากมาตรการทำได้ไม่มากนัก ขณะที่ ภาคการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยถึง 70% กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจโลก
"ผมคิดเรื่องการทำงบกลางปี มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน พอเราทำงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมประเมินว่า ประเทศไทยอย่างไรก็ทำงานช้า โดยเฉพาะในชั้นดำเนินการ เพราะติดกระบวนการเก่าๆ ถ้าจะพัฒนาประเทศ ต้องปรับแก้ไล่ตั้งแต่กระบวนการศาลถึงขั้นเบิกจ่าย ผมประเมิน ขณะนี้ เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเบิกได้แค่ 20%ของวงเงินรวมเท่านั้น"นายสมหมาย กล่าว
ถ้ายังมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไหลออกได้ตามเป้าหมาย ความจำเป็นต้องใช้งบกลางปีก็เกือบจะไม่มี แต่ถ้าตั้งงบกลางปีแล้วก็มาซ้ำโครงการของเดิม ก็เบิกจ่ายไม่ออกอีก ฉะนั้น วิธีการของการจัดการงบกลางปี คือ ให้นำโครงการที่ไม่ได้รับจัดสรรในปีงบ 2558 มาดำเนินการ และเมื่อจัดโครงการแล้ว ก็ไม่ต้องไปใส่ในงบ 2559 ทั้งนี้ มองว่า ระดับของงบกลางปีประมาณ 2% ของจีดีพี หรือ 2.6 แสนล้านบาท เป็นระดับที่เหมาะสม
ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ 20%ต่อจีดีพี
นายสมหมาย กล่าวด้วยว่า ประเด็นของการดูแลเศรษฐกิจในขณะนี้ คือ ภาครัฐมีส่วนช่วยจีดีพีแค่ประมาณ 20% เท่านั้น แต่หากเราสามารถเก็บภาษีได้ 40% เหมือนประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เราก็จะมีเงินออกไปจ่ายได้มากขึ้น ขณะที่ ประเทศเราพึ่งพาการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึง 70% เมื่อการส่งออกแย่ เศรษฐกิจเราก็แย่ไปหมด
"แค่เราตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนภาครัฐในการดูแลเศรษฐกิจจาก 20% เป็น 30% ก็ยากมากแล้ว ไม่ต้องให้มีสัดส่วนถึง 50% หรอก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ รัฐบาลก็พยายามจะเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น จึงมีแผนปฏิรูปภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้อยู่ในระดับ 20% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18% โดยจะเห็นผลราวปี 60 ซึ่งขณะนั้น จะเป็นช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพอดี" นายสมหมาย กล่าว
หากรัฐบาลเอาจริงกับแผนปฏิรูปภาษี และ ภาคประชาชนเข้าใจตรงกันว่า การชำระภาษีมีส่วนช่วยในการดูแลเศรษฐกิจ ก็คิดว่า แผนในการปฏิรูปภาษีนี้ จะผ่านไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ดี ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ไม่สามารถแก้ไขด้วยการปฏิรูปภาษีทั้งหมด จำเป็นต้องมีการจัดการด้านอื่นเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดงบประมาณเข้าไปดูแลสวัสดิการสังคมให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นที่มาของการจัดทำงบประมาณลั่นเลิกท่องคาถาจัดงบสมดุล
ทั้งนี้ แผนปฏิรูปภาษีถือเป็นวาระเร่งด่วนของกระทรวงการคลังและรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการต่อไป โดยพยายามที่จะอุดช่องโหว่ของภาษีที่หายไป ควบคู่ไปกับการขยายฐานภาษี ซึ่งจะเน้นในกลุ่มที่อยู่นอกระบบให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี 2559 ก็ถือเป็นวาระเร่งด่วน โดยกระทรวงการคลังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อสวัสดิการสังคมให้มากขึ้น
"ที่ผ่านมา เศรษฐกิจเติบโตช้า เพราะเราลงทุนน้อย และ ท่องคาถาให้จัดงบประมาณแบบสมดุล ผมบอกให้เลิก ไม่ต้องท่องแล้ว มันลวงให้เราโตช้าได้อย่างไร เรามีกำลังจ่ายหนี้แน่นอน ไม่ต้องห่วง เรื่องหาเงินก็ต้องหา เรื่องใช้เงินก็ต้องใช้ พวกจัดเครดิตเรตติ้งมาพบ ผมก็พูดอย่างนี้" นายสมหมาย กล่าว
การจัดงบประมาณแบบสมดุลนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะตนดูแล้วว่า การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลนั้น เป็นเรื่องที่ต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทจัดเครดิตเรตติ้งชอบ แต่การทำแบบนี้ ทำให้เศรษฐกิจเราเติบโตช้า ยกตัวอย่าง กรณีของประเทศญี่ปุ่นนั้น ยอดหนี้กู้ก็มีจำนวนมาก ภาษีก็ขึ้น หมายความว่า แม้จะมีภาระหนี้ แต่ก็ยังทำมาหากินได้ ขณะที่ ไทยเองมีหนี้สาธารณะต่ำแค่ 46% ของจีดีพีเท่านั้น
ความขัดแย้งมหาอำนาจเป็นปัจจัยเสี่ยง
ความท้าทายต่อเศรษฐกิจมหภาคอยู่ที่การส่งออก กับ อยู่ที่ความแตกแยกของประเทศยักษ์ใหญ่ แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัวมากนัก แต่ต้องยอมรับว่า กระทบกับเราแน่ อย่างไรก็ดี จุดยืนของเรา คือ เราต้องคบหากับทุกคน ไม่เข้าข้างฝ่ายใดเป็นพิเศษ และที่สำคัญ คือ ความร่วมมือกับเพื่อนในกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะช่วยกันไม่ให้เราได้รับผลกระทบมากจากปัญหาเศรษฐกิจโลก
"กำลังซื้อประเทศเพื่อนบ้านเรายังมีมาก ฉะนั้น เรามีโอกาสค้าขาย เวลาผมพูดกับสถาบันการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ ผมก็บอกว่า ไม่ต้องให้เงินกู้มาช่วยเรา แต่ขอให้ช่วยประเทศเพื่อนบ้านเราแทน เพราะหากเพื่อนบ้านเราดี เราก็จะดีตามไปด้วย" นายสมหมาย กล่าว
ทั้งนี้ ในแง่ภาพรวมการขยายตัวของการส่งออกในปีหน้านั้น คงไม่สามารถประเมินได้ว่า จะขยายตัวได้ถึง 5% แต่มองได้ว่า การแข่งขันจะมีสูงมากแน่นอน
ระบุนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่น
ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติขณะนี้ นายสมหมาย กล่าวว่า แม้ในภาพรวมของต่างชาติที่มองไทย จะมีความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ แต่ในมุมมองของนักลงทุน เขายังต้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคิดต่อว่า รัฐบาลหน้าจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลนี้ จะทำได้ คือ การร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ประเทศสงบหรือรบกันมากขึ้น
"ผมไม่กล้ารับประกันว่า ขณะนี้การลงทุนตรงจะเข้ามามาก ส่วนการท่องเที่ยว เชื่อว่า ถ้าเศรษฐกิจภายนอกดี เขาก็จะยังมาเที่ยวบ้านเรา เพราะเมืองไทยยังน่าเที่ยว หากมองในภาพรวมของเศรษฐกิจ ยังหวังมากไม่ได้ ต้องใช้ความอดทน" เขากล่าว









