แบงก์ไทยพาณิชย์ชี้ความหวังธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ภาครัฐ หลังตลาดในประเทศจำกัดเอกชนหันขยายกิจการต่างแดน
นางภิมลภา สันติโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจขนาดใหญ่ 1 กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในปี 2558 และโอกาสในการขยายการลงทุนในต่างประเทศของลูกค้าธนาคารที่ยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มการขยายสินเชื่อรายใหญ่ในปีหน้ามีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่อง
โดยในปี 2558 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ไว้ที่ระดับ 5-6% จากพอร์ตสินเชื่อรายใหญ่ในปัจจุบันอยู่ที่ 6.4 แสนล้านบาท ขณะที่รายได้รวมจากสายงานนี้จะเติบโตได้มากกว่า 10%
ส่วนการขยายสินเชื่อในปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะมียอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% แต่ในแง่ของรายได้รวมยังทรงตัวหรือเติบโต 1-2% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกภาคธุรกิจยังชะลอแผนการลงทุน จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งผลกระทบดังกล่าวทำให้มีดีลบางส่วนที่ไม่สามารถจบได้ในปีนี้และต้องเลื่อนออกไปในปี 2558
เธอยกตัวอย่าง เช่น การออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การเข้าไปซื้อกิจการ บริษัท บัมเบิลบี ซีฟู้ดส์ ของ บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) รวมทั้ง การซื้อกิจการบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ซึ่งทั้ง 3 ดีลนี้คาดว่าจะปิดได้ในไตรมาสแรกของปีหน้า
“การออกไปลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและต่อยอดธุรกิจด้วยการออกไปขยายตลาดและขยายพอร์ต เพราะในประเทศไม่สามารถขยายได้มากแล้ว แทบไม่มีอะไรให้ซื้อแล้ว แต่ต้องเป็นลูกค้าที่แข็งแรง โดยลูกค้าขนาดใหญ่จะไปในระดับโลก ซึ่งจะมีเพียงไม่กี่กลุ่มที่ทำได้ แต่ถ้าเป็นลูกค้าระดับกลางก็ยังอยู่ในอาเซียน เพื่อขยายตลาดและหาฐานการผลิตที่ต้นทุนต่ำ ซึ่งไทยพาณิชย์ได้ขยายเครือข่ายที่ครอบคลุมซีแอลเอ็มวีไว้รองรับ ขณะเดียวกันการให้บริการทางการเงินนั้น จะพิจารณาจากขนาดและความต้องการทางการเงินที่หลากหลายให้ลูกค้า”
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าพอร์ตสินเชื่อของธนาคารยังมาจากสินเชื่อเพื่อการออกไปลงทุนในต่างประเทศไม่มากนัก โดยมีสัดส่วนเพียง 10% ของสินเชื่อรายใหญ่
ทั้งนี้ธนาคารมองว่าในปี 2558 ภาคธุรกิจในประเทศยังมีโอกาสขยายการลงทุนได้อยู่ และกลุ่มที่เป็นดาวรุ่งในปีหน้าได้แก่ กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะภาคธุรกิจก่อสร้าง ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งระบบคมนาคมขนส่ง นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ก็มีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากจะมีการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4 จี ในช่วงกลางปี 2558 ทำให้มีความต้องการลงทุนขยายโครงข่ายครั้งใหญ่อีกครั้ง
นางภิมลภา กล่าวว่า ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังทำให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าโภคภัณฑ์ต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวจะกระทบต่อการบริหารจัดการต้นทุนของภาคธุรกิจ และมีน้ำหนักมากกว่าต้นทุนทางการเงิน แต่เชื่อว่าธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยจะผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ เนื่องจากมีความสามารถในการปรับตัวมาหลายวิกฤติแล้ว
แต่ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ยังเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงว่าจะสามารถรับมือกับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้มากน้อยเพียงใด และอาจจะกระทบไปยังภาคการบริโภคและค้าปลีกด้วย
สำหรับความร่วมมือกับธนาคารมิซูโฮ หลังจากที่ลงนามเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์เมื่อ พ.ย. 2557 แล้วนั้น คาดว่า จะเห็นผลของการทำงานร่วมกันภายในปี 2558 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่ลูกค้าไทยจะออกไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานทดแทน ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดให้นักลงทุนเข้าไปทำธุรกิจนี้มากขึ้น ซึ่งธนาคารมิซูโฮ สนับสนุนเงินกู้สกุลเงินเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำ ส่วนลูกค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาในประเทศไทยผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ ยังมีต่อเนื่องในธุรกิจซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์









