วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลท.ลุยดึงบริษัทเพื่อนบ้านเข้าตลาดฯ

รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ตอน "ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ปี 2558" กับ "เกศรา มัญชุศรี"

รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ตอน "ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ปี 2558" กับแผนงานการพัฒนาตลาดหุ้นไทย และเป้าหมายของตลาดหลักทรัพย์จาก "กูรูตัวจริง" อย่าง "เกศรา มัญชุศรี" กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้และปีหน้าว่า นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีความอ่อนไหวกับกระแสข่าวทั้งเรื่องจริงและลวงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเกิดความผันผวน ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นแผนงานสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์จะต้องเร่งพัฒนาด้านข้อมูลข่าวสารไปยังนักลงทุนให้มีความรวดเร็วมากกว่าข่าวลวงที่เกิดขึ้น และให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น

ปัจจุบันมีบัญชีนักลงทุนรายย่อยประมาณ 1 ล้านบัญชี และประมาณ 60% ของจำนวนบัญชีทั้งหมดเป็นนักลงทุนที่ลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะได้รับข้อมูลข่าวสารทั้งจริงและลวงได้ไวมากกว่าในอดีต ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาการนำข้อมูลมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนเพื่อให้สามารถพัฒนาการลงทุนได้อย่างยาวนานและมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

"เราจะเดินหน้าพัฒนาการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์จะเป็นข้อมูลที่มาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนว่าควรลงทุนหรือไม่ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องหาข้อมูลจากบทวิเคราะห์มาพิจารณาอีกครั้ง" นางเกศราระบุ

ดึง"บริษัทเพื่อนบ้าน"เข้าตลาดฯ

กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวต่อว่า แผนงานสำคัญอีกประการของตลาดหลักทรัพย์ คือ การดึงบริษัทที่ทำธุรกิจทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยให้มากขึ้น โดยในปี 2558 จะเห็นบริษัทลูกของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไทยที่ไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือบริษัทจดทะเบียนของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ไฟเขียวในเรื่องนี้แล้ว โดยการเดินหน้าเรื่องนี้จะพัฒนาให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นสากลมากขึ้น และนักลงทุนก็จะมีสินค้าให้เลือกในการลงทุนมากขึ้นด้วย

"ที่เรามองไว้ คือ การดึงบริษัทต่างประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส เช่น จีนตอนใต้ ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา มาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยอาจจะมีการแยกกลุ่มจีเอ็มเอสไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการลงทุน และอาจจะมีการจัดทำจีเอ็มเอสอินเด็กซ์ (GMS Index) ซึ่งเป็นการรวบรวมบริษัทจดทะเบียนของไทยที่ไปลงทุนในประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงมาจัดทำเป็นดัชนี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน รวมถึงเชื่อมโยงให้นักลงทุนไทยที่อยากไปลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศที่อยากเข้ามาลงทุนในไทยด้วย"กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าว

ลุ้น"มาร์เก็ตแคป"เพิ่มเท่าตัว

นางเกศรา กล่าวอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าว่าภายใน 6 ปีข้างหน้า หรือภายในปี ค.ศ.2020 (พ.ศ.2563) จะต้องเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหลัก (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยให้เป็น 30 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปัจจุบันที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปใกล้ประมาณ 15 ล้านล้านบาท โดยจะมาจากบริษัทจดทะเบียนหรือหุ้นเข้าใหม่ ทั้งบริษัทในประเทศและบริษัทต่างประเทศ รวมทั้งจากระดับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น

ส่วนแผนงานปี 2558 ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ามาร์เก็ตแคปจากหุ้นเข้าใหม่ (ไอพีโอ) ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) รวม 250,000 ล้านบาท และจะเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ที่มีคุณภาพให้ได้อีก 95,000 รายในปี 2558 จาก 9เดือนแรกของปีนี้เพิ่มจำนวนได้ 82,000 ราย

มาตรการคุมหุ้นร้อนไม่กระทบ

กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ในวันที่ 5 ม.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์จะประกาศมาตรการคุมหุ้นร้อน ซึ่งเชื่อว่าจะไม่กระทบบรรยากาศการลงทุนอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ มาตรการที่เพิ่มขึ้นมานั้นมีจุดมุ่งหมาย คือ การปกป้องนักลงทุนไม่ให้เกิดความเสียหายกับหุ้นบางตัวที่มีความผิดปกติในการซื้อขาย และช่วยให้นักลงทุนมีเวลาพิจารณาถึงข้อมูลต่างๆ

ส่วนเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์สามารถพิจารณาหยุดการซื้อขายชั่วคราว หรือขึ้นเครื่องหมาย "เอช" นั้น เป็นเกณฑ์ที่อยู่ในมาตรการสกัดหุ้นร้อนที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด ซึ่งตลาดหลักทรัพย์สามารถประกาศพักการซื้อขายชั่วคราวได้ทันที หากเห็นว่าหุ้นตัวนั้นๆ มีการซื้อขายที่ผิดปกติไปอย่างมาก หรือมีการซื้อขายที่กระจุกตัวเป็นรายกลุ่ม

คาดปีหน้าหุ้นไทยผันผวน

นางเกศรา กล่าวอีกว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 น่าจะยังคงมีความผันผวนสูง โดยยังมีปัจจัยจากต่างประเทศเป็นตัวกดดัน ทั้งประเด็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจรอบใหม่ของยุโรป ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งจะกระทบต่อกระแสเงินเคลื่อนย้ายในโลก และปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ดังนั้นนักลงทุนควรเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานดีรายตัว เพราะมองว่าพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยยังถือว่าแข็งแกร่ง และจะได้รับปัจจัยบวกจากการที่ราคาน้ำมันลดลง ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของในหลายๆ กลุ่มธุรกิจ ขณะเดียวกันให้ติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างใกล้ชิดและอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ปราศจากข้อเท็จจริงอย่างเด็ดขาด

มั่นใจต่ออายุแอลทีแอฟ

กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวด้วยว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะต่ออายุแอลทีเอฟออกไป จากที่จะหมดอายุในปี 2559 แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบางอย่าง เพราะเชื่อว่าการลงทุนในแอลทีเอฟยังสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน โดยเราต้องการสร้างให้แอลทีเอฟเป็นหัวหอกสำคัญในการลงทุนในตลาดหุ้น และให้นักลงทุนเห็นว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังมีประโยชน์ และมีผลตอบแทนที่ดี

ส่วนกรณีที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากยกเลิกแอลทีเอฟจะมีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นประมาณปีละ 5 หมื่นล้านบาทนั้น นางเกศรา บอกว่า ได้แจ้งเรื่องนี้ไปยังรัฐบาลแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะนำส่วนนี้ไปพิจารณาด้วย

"แอลทีเอฟยังซื้อได้ถึงปี 2559 มูลค่ากองทั้งหมด 3 แสนล้านบาท เชื่อว่ารัฐบาลจะต่ออายุ แต่เงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง หากไม่ต่อก็ไม่ได้หมดไปทั้ง 3 แสนล้านบาท คนซื้อปี 2559 ก็มีอายุยาวไปอีก 5 ปี"

"ส่วนที่นักวิเคราะห์บอกว่าหากหยุดแอลทีเอฟจะมีแรงขายประมาณ 5 หมื่นล้านบาทต่อปีนั้น เราก็ได้นำเสนอส่วนนี้ไปกับทางรัฐบาลแล้ว แต่เชื่อว่าในช่วงนั้นเอง บลจ.จะมีโปรแกรมใหม่ๆ ให้นักลงทุนไปถือได้ การใช้แอลทีเอฟเพื่อเป็นหัวหอกให้นักลงทุนรู้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังได้ผลตอบแทนที่ดี การใช้มืออาชีพในการลงทุนยังเป็นเรื่องที่ดี" กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวในที่สุด