กระทิงที่ไม่ธรรมดา
ประเด็นการลงทุน
เราเริ่มให้คำแนะนำ ซื้อ หุ้น CBG ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ที่ 43 บาท โดยเรามีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากต่อแนวโน้มการเติบโตของอุปสงค์เครื่องดื่มชูกำลังและแนวโน้มการขยายตัวของยอดขายของคาราบาว กรุ๊ป ส่งผลให้บริษัทควรจะซื้อขายด้วยพรีเมี่ยมเหนือตลาด ซึ่งหุ้นควรซื้อขายกันด้วย PEG ที่ 1.0เท่า ซึ่งยังค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟเมื่อเทียบกับ PEG ของกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มสื่อสารในช่วงที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง เราคาดกำไรปี 2558 โต 33% YoY ส่งผลให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 25589 เป็น 43 บาท
ประเด็นที่ 1 – โตทุกส่วน
ข้อมูลจากรอยเตอร์ชี้ให้เห็นว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเป็นตลาดระดับโลก อีกทั้งเป็นตลาดที่มีการขยายตัว 13% ต่อปี ถึงแม้ยูโรมอร์นิเตอร์จะคาดการณ์ว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยจะโตเพียง 6.2% เท่านั้น แต่เราคาดว่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังจะสามารถขยายตัวได้เป็นอย่างมากในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว สหภาพเมียนมาร์ และเวียดนาม ไอเอ็มเอฟคาดการเติบโตทางเศรษฐกิจภูมิภาคเป็น 7.2% ต่อปีสำหรับปี 2558-2562 พร้อมรายได้ต่อหัวประชากรที่สูงขึ้น 6.6% ต่อปี และจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น 1.4% ต่อปี นอกจากนี้ 56% ของประชากรในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว สหภาพเมียนมาร์ และเวียดนามยังอยู่ในช่วงอายุ 20-59 ปี (ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของ CBG) และมีแนวโน้มที่จำนวนประชากรในช่วงอายุดังกล่าวจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสะท้อนการเติบโตอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
ประเด็นที่ 2 – เป็นไปตามแผนที่คาราบาววางไว้
นอกเหนือจากปัจจัยเชิงบวกดังกล่าว อัตรากำไรสุทธิปี 2557 ในปัจจุบันก็อยู่ที่ประมาณ 9.9% ซึ่งเราเชื่อว่าการผลิตขวดของบริษัทแปซิฟิกเอเชียจะหนุนให้อัตรากำไรสุทธิปีหน้าเพิ่มขึ้น 2% พร้อมกันนี้การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้บริษัทมีเงินมาชำระหนี้ได้ ซึ่งจะเพิ่มอัตรากำไรสุทธิอีก 1% นอกจากนี้ CBG ในปัจจุบันสามารถกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคแล้ว 85% และเรามั่นใจว่าบริษัทจะสามารถกระจายสินค้าได้ถึง 92% ในปี 2559 (ซึ่งบริษัทสามารถกระจายสินค้าในภาคกลางได้แล้วถึง 97%) อีกทั้งเรายังเชื่อว่าวงจรการสร้างกระแสเงินสดติดลบอาจจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 40% (ผู้บริหารก็ได้ชี้แนะความเป็นไปได้เช่นกัน)
ประเด็นที่ 3 - การรับรู้แบรนด์ที่โดดเด่นและกลยุทธ์ด้านการตลาด
การใช้ “แอ๊ด คาราบาว” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และการจัดตั้งทีมขาย “สาวบาวแดง” รวมถึงโปรโมชั่นการจับฉลากชิงโชคจะยังคงช่วยหนุนการเติบโตในประเทศ การผสมผสานกลยุทธ์ด้านการตลาดดังที่กล่าวมารวมกับการตลาดประเภท below-the-line ก็จะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในประเทศกัมพูชา และเราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถใช้กลยุทธ์ดังกล่าวกับการขายในประเทศอื่นๆได้โดยทำการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ แม้ว่ากลยุทธ์ด้านการตลาดแบบผสมผสานจะช่วยลดต้นทุนด้านการตลาดลงได้ 7% ของยอดขายสำหรับปี 2557 แต่เรามองว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวคาดจะเพิ่มขึ้นราวๆ 8% ของยอดขายในปี 2558 เพื่อคงอัตราการเติบโตของยอดขายให้แข็งแกร่ง
ประเด็นที่ 4 - กำไรเติบโตแข็งแกร่ง อัตรากำไรขยายตัว
กำไรของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีก การเติบโตของกำไรในอนาคตจะได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขายในต่างประเทศ (โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV) ส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ขยายตัวมากขึ้น และการเข้าถึงตลาด นอกจากนี้ ยอดขายในต่างประเทศซึ่งช่วยให้อัตรากำไรขยายตัวและการประหยัดของต้นทุนก็จะช่วยหนุนให้กำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้น เราประมาณการเชิงอนุรักษ์นิยมว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 33% สำหรับปี 2558 และ 18% สำหรับปี 2559









