ประชุมสุดยอดผู้นำจีเอ็มเอส เร่งดันแผนลงทุนระยะเร่งด่วน5ปี 3หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนโครงสร้างพื้นฐานรับเออีซี
ด้านจีนปล่อย"ซอฟท์โลน" 3 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดทางเอกชนร่วมลงทุน ขณะเดียวกัน โหมท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เล็งพัฒนาสองเส้นทางเชื่อม 4 ประเทศ
การประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (จีเอ็มเอส) ครั้งที่ 5 เสร็จสิ้นลงวันนี้(20 ธ.ค.) เห็นชอบแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะเร่งด่วนระยะ 5 ปี (2557 - 2561) วงเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ จากแผนการลงทุนระยะ 10 ปี (2557 - 2567) วงเงินลงทุนรวม 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าแผนลงทุนระยะเร่งด่วน 5 ปี ครอบคลุมการลงทุนโครงการสำคัญใน 6 ประเทศสมาชิกโดยประเทศที่มีโครงการการลงทุนมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วน 44% สปป.ลาว 26% และประเทศไทย 10% ของการลงทุนทั้งหมด
สำหรับโครงการที่มีความสำคัญในระยะเร่งด่วนของแต่ละประเทศเป็นโครงการที่แต่ละประเทศได้มีการจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนมาแล้ว เช่น โครงการก่อสร้างทางรถไฟเวียงจันทน์ - บ่อเต็น ใน สปป.ลาว เชื่อมโยงกับทางรถไฟเมืองคุนหมิงประเทศจีน การก่อสร้างถนนเชื่อมโยงระหว่างเมืองเอนดู - กอกะเร็ก ในพม่า
โครงการก่อสร้างทางพิเศษระหว่างเมืองฮานอยและเมืองรังเซิน ในประเทศเวียดนาม และโครงการมอเตอร์เวย์สาย กรุงเทพ - บางใหญ่ - กาญจนบุรี เพื่อเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ และการพัฒนาเส้นทางรถไฟจากอรัญประเทศ - ปอยเปต -พนมเปญ -โฮจิมินห์ และการพัฒนาเส้นทางรถไฟจากประเทศไทยเชื่อมโยงไปยัง สปป.ลาวและประเทศจีนในอนาคต
จีนปล่อยซอฟท์โลน3พันล้านดอลลาร์
สำหรับการจัดหาแหล่งเงินลงทุนในโครงการต่างๆเบื้องต้นได้มีการหารือถึงแนวทางในการจัดสรรวงเงินในการลงทุนหลากหลายรูปแบบ โดยกู้เงินจากประเทศสมาชิกและองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางการเงินระหว่างประเทศ เช่นธนาคารเพื่อการพัฒนาเชีย (เอดีบี)
นอกจากนี้ประเทศจีนได้เสนอที่จะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน)วงเงิน 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศสมาชิกในกลุ่มจีเอ็มเอส รวมทั้งประเทศจีนได้เสนอที่จะช่วยเหลือในการปล่อยกู้เพิ่มเติมผ่านกองทุนเส้นทางสายไหมของจีน (silk road fund) อีกด้วย
นายอาคมกล่าวว่าการลงทุนด้วยการใช้งบประมาณประจำของประเทศสมาชิกเอง หรือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าไปร่วมลงทุนกับภาครัฐซึ่งจะทำให้โครงการต่างๆ มีความเป็นไปได้มากขึ้น และ 3.การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund ) โดยเป็นช่องทางในการระดมทุนที่ประเทศสมาชิกจีเอ็มเอสจะต้องมาร่วมกันวางกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ต่อไป
“ประยุทธ์”หนุนสร้างเครือข่ายอาเซียน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมฯว่าประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงมีความได้เปรียบในเชิงแหล่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จึงทำให้มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกเพราะเราเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก และมีจุดน่าสนใจดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มาก
“การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันของประเทศสมาชิกจึงทำให้เราประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงประชาชน 320 ล้านคนเข้าด้วยกันและในอาเซียนเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งจึงเกิดเป็นแผนแม่บทการเชื่อมโยงของอาเซียนที่ประเทศสมาชิกทุกประเทศจะต้องร่วมกันพัฒนาให้สำเร็จโดยเร็ว”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ใช้เวลา10เดือนศึกษารถไฟไทย-จีน
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่าภายหลังจากที่ประเทศไทยได้ลงนามความร่วมมือกับประเทศจีนในการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน (Standard Gauge) 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ระยะทางประมาณ 734 กิโลเมตร และช่วงแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร ทั้ง 2 ประเทศได้ตกลงร่วมกันที่จะตั้งคณะกรรมการร่วม โดยคาดว่าจะเริ่มทำงานร่วมกันในการศึกษา สำรวจเส้นทาง ออกแบบและกำหนดราคาการก่อสร้างร่วมกันเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558
"ผลการศึกษาทั้งหมดจะแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา 10 เดือน"
ญี่ปุ่น-เกาหลีสนใจระเบียงออก-ตก
สำหรับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกและตะวันตก (East west economic corridor) ประเทศไทยมีแผนที่จะส่งเสริมการพัฒนาระบบถนนควบคู่ไปกับระบบรางโดยมีหลายประเทศที่ให้ความสนใจที่จะเข้ามาพัฒนาเส้นทางรถไฟ รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นที่สนใจจะเข้ามาศึกษาเส้นทางที่มีความเป็นไปได้ในการก่อสร้างทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตรใน 3 เส้นทางได้แก่ 1.เส้นทางตาก (แม่สอด) - พิษณุโลก - เพชรบูรณ์ - ขอนแก่น - มุกดาหาร และ 2.เส้นทางกาญจนบุรี (บ้านพุน้ำร้อน) - กรุงเทพฯ - ระยอง และ 3.เส้นทางกรุงเทพ - เชียงใหม่
“การพัฒนาเส้นทางคมนาคมในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตกเดิมนั้นให้ความสำคัญกับเส้นทางถนนแต่เมื่อ คสช.เข้ามาเราก็ดูว่าการพัฒนาระบบรางก็มีความจำเป็นและมีศักยภาพในการเชื่อมโยงภูมิภาคที่ผ่านมาก็มีหลายประเทศให้ความสนใจเช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่เมื่อไทยมีการลงนามในเอ็มโอยูร่วมกับจีนใน 2 เส้นทางแล้วเราก็คาดหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาสนับสนุนการลงทุนในเส้นทางอื่นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับภูมิภาคนี้มากขึ้น” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
หอการค้าชี้เป็นส่วนสำคัญเออีซี
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าความท้าทายในการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็คือการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงและการพัฒนาแนวระเบียงเศรษฐกิจให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้มองว่าการพัฒนาในจีเอ็มเอสเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอนาคต
เร่งผลักดัน"ซิงเกิล วีซ่า"
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศได้มีการหารือกันถึงการผลักดันความร่วมมือในการจัดทำ Single Visa ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยวในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมากกว่า 1 ประเทศ โดยขณะนี้ติดปัญหาเรื่องข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากหลายๆ ชาติมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามได้มีการหารือร่วมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายความมั่นคงของประเทศไทยอีกครั้งเนื่องจากปัจจุบันมีเพียงการทดลองใช้เป็นบางส่วน และยังไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีความล่าช้าในการของวีซ่ามาก เช่น ระหว่างประเทศไทย - กัมพูชา ใช้เวลากว่า 3 วัน ในการอนุมัติและปีที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการเพียง 100 รายเท่านั้น
ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศกัมพูชาเพื่อศึกษาและปรับปรุงการจัดทำ Single Visa ระหว่างสองประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยคณะกรรมการจะดำเนินการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ พร้อมลดระยะเวลาการพิจารณาจาก 3 วัน เหลือ 1 วันเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าการขอ Single Visa ระหว่างประเทศต่างๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะแล้วเสร็จภายในปี 2558
ทำเส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง
นอกจากนั้นในการประชุมฯได้มีการเสนอการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิกโดยมี 6 เส้นทางที่ซึ่งแต่ละเส้นทางมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันในระยะเร่งด่วนว่าจะพัฒนาใน 2 เส้นทางแรกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดใน 2 เส้นทางแรกก่อนได้แก่ 1.เส้นทาง Mekong Discover โดยประเทศไทยได้เสนอเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวจากฝั่งแม่น้ำโขงเริ่มต้นที่ จ.นครพนม เชื่อมถึงประเทศลาว จนถึง เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และ 2.เส้นทาง Mekong Southern Corridor โดยจะใช้เส้นทางผ่านจังหวัดจันทบุรี ตราด ชลบุรี ซึ่งจะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวเชิงกีฬาระหว่างเส้นทางเช่นกัน
"จะมีการหารือรายละเอียดอีกครั้งในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องแผนการตลาดการท่องเที่ยวของอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนก.พ. 2558"









