ปีที่กำลังผ่านพ้น เผชิญตัวแปรลบกระทบธุรกิจ แม้แต่แบรนด์ดังยังตกบัลลังก์ดาว มีเรื่องเซอร์ไพร์ส อะไรอีกไปติดตาม
สำหรับนักคิดนักวางแผนกลยุทธ์ ไม่ว่าเจอโจทย์ไหน ก็ต้องถอดสูตรหาสมการความสำเร็จให้กับธุรกิจจนได้ และแม้ปี 2557 จะเป็นอีกปีที่มรสุมรุมเร้าธุรกิจลากยาวข้ามปี เจอโจทย์ใหญ่รับต้นปี "ชัตดาวน์" เมืองหลวง หลายแบรนด์สินค้าและบริการ "ยอดขาย" กระเทือนไปตามๆ กัน แต่สิ่งหนึ่งที่ดูจะไม่เคยหยุดนิ่งสวิงสวาย นั่นคือกิจกรรม "การตลาด" ที่ยังคงสร้างสีสัน ตอบโจทย์โดนใจผู้บริโภคอยู่เสมอ
บทสรุปของการตลาดปี 2557 ที่น่าสนใจ มีอะไรบ้าง !
ประเดิมต้นปี กับสุดยอดแคมเปญทางการตลาด ที่สามารถพิชิตยอดขายได้ท่ามกลางวิกฤติ ยกให้ผลงาน “D Day/TMB Transactions Accounts” ของธนาคารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่ฉีกปรากฏการณ์ธุรกรรมทางการเงินจนสะเทือนวงการ โดยควงคู่มากับจากบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ที่สร้างผลงาน SCG HOME SOLUTION “Better Quality Of Life” สร้างสรรค์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เข้าตากรรมการ สำทับด้วยผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างจากบรรดาตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) โตกระฉูดเฉลี่ย 29% โกยกำไรเฉลี่ย 18%
เมื่อมุมมองของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก จากข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลล้นการรับรู้ การจงรักภักดีต่อแบรนด์ นับวันยิ่งเลือนหายไปจากใจ
ทว่า..หลายแบรนด์ก็ยังทรงอิทธิพล และมีอำนาจดึงดูดผู้บริโภคอยู่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำโครงการแบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในประเทศไทยหรือ "The Most Powerful Brands of Thailand 2014" พบว่ามีแบรนด์ที่ติดโผใน 32 แคทิกกอรี่ ดังนี้
1.หมวดเครื่องแยกย่อยเป็น เซ็กเมนท์น้ำอัดลม ตกเป็นของโค้ก, น้ำผลไม้-ทิปโก้, กาแฟพร้อมดื่ม-เบอร์ดี้, กาแฟสำเร็จรูป-เนสกาแฟ, ชาพร้อมดื่ม-โออิชิ, เบียร์-ลีโอ และเครื่องดื่มชูกำลัง - M-150
2.หมวดอาหาร และของว่าง แบ่งเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อมาม่า, อาหารกระป๋อง-สามแม่ครัว, ผลิตภัณฑ์โฟร์โมส, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร-แบรนด์, ไอศกรีม-วอลล์ และขนมขบเคี้ยว-เลย์
3.หมวดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคลและครัวเรือน แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า-นีเวีย, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว-นีเวีย, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย-ลักษ์, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม-ซัลซิล, ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก-คอลเกต, ผงซักฟอก-บรีส และผ้าอนามัย-ลอรีเอะ
4.หมวดร้านอาหารที่มีสาขาและบริการทางการเงิน เริ่มด้วยร้านอาหารที่มีสาขา ตกเป็นของเอ็มเคสุกี้ , ธนาคารไทยพาณิชย์ และประกันชีวิต-เอไอเอ
5.หมวดผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยี กลุ่มแล็ปท็อป/โน้ตบุ๊ค แบรนด์ที่ทรงพลัง คือ เอเซอร์, เครือข่ายมือถือ-เอไอเอส โทรศัพท์มือถือและโทรทัศน์ ตกเป็นของแบรนด์เกาหลีซัมซุงทั้งคู่
จะเห็นได้ว่าแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลยังตกเป็นของ "ผู้นำตลาด" ในแต่ละเซ็กเมนท์ แต่ที่สำคัญกว่านั้น แบรนด์เหล่านี้ไม่เคยที่จะหยุดยั้งในการทำกิจกรรมทางการตลาด กระหน่ำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านจอแก้วเพื่อให้เกิดการจดจำแบรนด์ อย่างต่อเนื่อง
ข้ามไปที่ "โกลบอลแบรนด์" กันบ้าง "มร. จูเลียน บาร์รานซ์" กรรมการผู้บริหาร อินเตอร์แบรนด์ (สิงคโปร์) เปิดเผยถึง "สุดยอดแบรนด์ระดับโลก 2014" มีการเปลี่ยนแปลงน่าสนใจหลายประการ
ประเดิมด้วยแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ตกเป็นของ "Apple" ซึ่งมีมูลค่า 118,863 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วย Google และ Coca Cola มูลค่า 107,439 และ 81,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่ยักษ์น้ำดำที่รั้งเบอร์ 1 ยาวนานต้องหล่นอันดับมาอยู่ที่ 3 สวนทางค่ายมือถือและเทคโนโลยีเติบโตแบบ "ก้าวกระโดด"
ปี 2557 ยังเป็นปีแรกที่แบรนด์แดนมังกร "HUAWEI" ติด 100 อันดับ พร้อมสร้างปรากฏการณ์เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้มียอดขายมากในตลาดสหรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปแบรนด์ที่จะฝ่าด่านเข้ามาอยู่ในท็อปร้อยได้ จะต้องมียอดขายใน "3 ทวีป" เป็นครั้งแรกเช่นกันที่แบรนด์ "เกาหลี" มีมูลค่าแซง "ญี่ปุ่น" เมื่อ "SAMSUNG" สร้างมูลค่าแบรนด์มากถึง 45,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลำดับที่ 7 นำหน้า "TOYOTA" ที่มีมูลค่า 42,392 ล้านดอลลาร์สหรัฐเรียบร้อยแล้ว
ส่วนแบรนด์ที่เป็น "ดาวจรัสแสง" ของโลก ยกให้เจ้าแห่งโซเชียลมีเดีย Facebook ก่อตัวโมเดลธุรกิจที่สร้างดีมานด์ให้ลูกค้า, Audi, amazon, NISSAN ผุดโมเดลรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สดใสและประหยัดพลังงานอย่างอีโคคาร์, Volkswagen และ STARBUCKS ซึ่งพยายามทำร้านกาแฟให้เป็น "บ้านหลังที่ 3" ของผู้บริโภค
ฟากดาวร่วง แบรนด์ที่ติดโผ ตกเป็นของ NOKIA มือถือชื่อดังที่อับแสงเสียแล้ว เมื่อเทคโนโลยีเป็นตัวฆ่าแบรนด์, Gillette เหตุผลเพราะนวัตกรรมใบมีดโกนที่ออกมาจนอาจเจอทางตันเริ่มหมดทางไปต่อ, Nintendo เพราะปรับตัวสู้ Xbox และ PlayStation ไม่ได้, Intel เจอสมรภูมิเดือดจาก SAMSUNG และ AMD โดดมาเล่นตลาด ชิป (Chip) คอมพิวเตอร์ แถมนวัตกรรมนำโด่ง สุดท้ายแบรนด์หรูอย่าง LOUIS VUITTON เมื่อของลอกเลียนแบบกำลังท้าทายเจ้าของแบรนด์อยู่เนืองนิตย์
เหล่านี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งของบรรดา "แบรนด์ดัง" ทรงอิทธิพลต่อตลาด หากแบรนด์เพิกเฉยต่อบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก็ต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงถูก "แซง" จากหน้าใหม่ได้เสมอ !!
ย้อนมามองเทรนด์ในไทย ปี 2557 บรรดากูรูการตลาดเห็นพ้องถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยแบบ Thailand only กับ "ดั่งใจถวิล อนันตชัย" นายกสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย ที่ระบุถึง "ค่านิยม" คนไทยในรอบ 20 ปี มานี้ยังไม่เปลี่ยนคือต้องมี 5 ส สนุก สะดวก สบาย สไมล์ (ยิ้ม) และสาธุ เห็นชัดจากการตลาดระดับโลกอย่าง "IceBucketChallenge" ที่ฮิตมากชั่วข้ามคืน เพราะเป็นกิจกรรมที่ได้ทั้งความสนุกสนาน สะดวกสบายทำได้ง่ายที่บ้าน แล้วสร้างรอยยิ้ม ที่สำคัญได้ร่วมบริจาคทำบุญกุศล สาธุ ครบตามค่านิยมคนไทยทุกประการ
แม้ค่านิยมดำรงอยู่ แต่พฤติกรรมผู้บริโภคกลับเปลี่ยนไป เมื่อ "6 เมกะเทรนด์" กำลังมาแรง ประกอบด้วย
1.Consumers Search for Instant Alternatives คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการหาสิ่งที่เป็นตัวแทนคำตอบให้กับตัวเองได้อย่างรวดเร็ว หากแบรนด์สนองความต้องการไม่ได้ ผู้บริโภคก็สวิชไปที่อื่น
2.Mindful Living การตลาดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสะท้อนภาพชัดขึ้น เมื่อผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนั้นๆ แตกต่างจากกิจกรรมเพื่อสังคม(ซีเอสอาร์) แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จกับเทรนด์นี้ ยกให้ "น้ำทิพย์" เพราะทำให้ผู้บริโภคตระหนักในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะ "เป็นซีเอสอาร์ที่ได้ทั้งสองฝ่าย ลูกค้าได้ช่วยลดขยะ นักการตลาดได้ลดต้นทุนมหาศาล ลดต้นทุนทั้งน้ำมัน พลาสติก ค่าขนส่ง ต้องทูเวย์ วินนิ่ง ที่ผู้บริโภครู้สึกมีส่วนร่วม"
3.Consumers are Vying for Validation & Status เมื่อผู้บริโภคต้องการสังคมมากขึ้น ผลพวงจากความร้อนแรงโซเชียลมีเดีย จำนวนเพื่อน ไลค์ ติดตาม (Follow) กระทั่งการยอมรับ และนั่นทำให้เกิดค่านิยมใหม่ของคนไทยคือ "S-Status"
4.Consumers are Shaping their Time แม้เวลาในโลกแห่งความจริงยังเท่าเดิม ทว่า..บริบทต่างๆ กลับหมุนเร็วขึ้น เปลี่ยนได้ด้วยปลายนิ้ว และในเวลาเดียวกันนั้นผู้บริโภคยังทำหลายสิ่งอย่างได้พร้อมๆ กันด้วย ยกตัวอย่างงานสัมมนา ที่ผู้คนฟังและเช็กอีเมลได้ นั่นยังก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่มีฟังก์ชันหลากหลายตอบโจทย์ผู้บริโภค เช่น นาฬิกา Nike Fuelband ที่เก็บการเคลื่อนไหวของผู้บริโภคได้ตลอดทั้งวัน และประมวลผลค่าพลังงาน การเผาผลาญแคลอรีฯ ได้ครบครัน
5.Consumers are Expecting Authenticity ความเป็นจริงของแบรนด์ ที่ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ แต่ขอให้เป็นมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้น กล้าที่จะออกมายอมรับ "อย่าโต้ตอบให้มาก" เพราะผลที่ตามมาอาจเสียมากกว่าได้ ตัวอย่างแบรนด์ไอศกรีมซันเดย์ ที่ย้อนถามลูกค้าพบแมลงสาบบนท็อปปิ้งไอศกรีมเมื่อนำกลับบ้าน ด้วยประโยค "รู้ได้อย่างไรว่าเป็นแมลงสาบของร้าน" จนแบรนด์ดังแจ้งความดำเนินคดีกับลูกค้า "Viral" เกิดโดยพลันใน 1 วินาที
"ไม่มีทางชนะลูกค้า คุณชนะลูกค้า 1 คน แต่จะสูญเสียลูกค้าอีกหลายล้านคน" แบรนด์ยืดอกรับได้ด้วยการบอกว่าปิดร้านแล้ว และตรวจสอบสุขอนามัยภายในร้านทั้งหมดย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่า
ปี 2556 นักการตลาดเกิดอาการหลัวตกขบวนเพราะ "FOMO Marketing" หรือ Fear Of Missing Out กลับกันปี 2557 ดั่งใจถวิล หยิบยกเมกะเทรนด์ใหม่มากระตุกให้นักการตลาดฉุกคิดนั่นคือ "JOMO Marketing" หรือ Joy Of Missing Out
เทรนด์การตลาดที่ว่าไม่ใช่จะมุ่งแค่พาลูกค้าไปเอ็นเตอร์เทนเมนท์แบบเดิมๆ แต่การพาไปร่วมกิจกรรมไหว้พระ ทำบุญบ้างสร้างตัวตนของคนมากกว่าทรัพย์สมบัติหรือทุนนิยม
อีกกิจกรรมการตลาดหนึ่งที่สะท้อนพันธุ์ JOMO เห็นได้ชัดคือแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดส์ระดับโลกอย่าง "แมคโดนัล" ที่มีแอ๊พลิเคชั่นให้โหลดภายในร้านอาหาร เพื่อแข่งขันว่าผู้บริโภคคนใดจะ "ห่าง" มือถือได้นานสุด หรือร้านอาหารในยุโรปจะมีการแข่งขันนำมือถือมาตั้งทิ้งไว้ (Stucking) ใครหยิบจับก่อนจะต้องจ่ายค่าอาหารทั้งโต๊ะ รวมถึงการพัฒนาแอพลิเคชั่นอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง เหล่านี้เป็นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคต่างจาก FOMO ที่เป็นผู้พันธุ์ "ก้มหน้า"
เทคโนโลยีทวีความสำคัญ แต่สิ่งนี้เป็นต้นตอหนึ่งของการจดจำที่ลดลง ผลการศึกษาของสหรัฐพบว่า ผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากๆ มีความจำเหลือเพียง 8 วินาทีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปลาทองที่จดจำได้ 9 วินาที ภาวะดังกล่าวนักการตลาดต้องหาทางจับจุดการ "โฟกัส" ของผู้บริโภคที่ลดลงเรื่อยๆ การป้อนคอนเทนต์แบบไหนจะตรึงคนเหล่านี้ "คว้า" ข้อมูลข่าวสารไว้อย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ "จดจำ" และสร้างความผูกพัน
"เมื่อก่อนอาจบอกว่า Content is King แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เป็น Content is Queen แต่ Engagement is King ทำอย่างไรให้ลูกค้าจดจำแล้วนำไปพูดต่อได้ มันสำคัญกว่าคอนเทนต์อีกนะ คอนเทนต์ทำให้ดี แต่เอ็นเกจเมนท์เป็นคีย์หลัก"
ตัวอย่างของการสร้างเอ็นเกจเมนท์ที่ดี เธอยกกรณีศึกษามหกรรมกีฬาโอลิมปิก "ลอนดอนเกม" ที่มีสปอนเซอร์บิ๊กๆ มากมาย ทั้งโคคา โคล่า พีแอนด์จี แต่หูฟัง "Beats" ที่ไม่ใช่ผู้สนับสนุนหลักกลับประสบความสำเร็จในการทำตลาดห้วงเวลานั้น ซึ่งนอกจากนักกีฬาทุกคนจะใส่หูฟังก่อนลงชิงชัย
"คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่สุด คุณอาจจะแพ้ก็ได้ แต่คุณอาจเป็นคนที่มีบางอย่างอยู่ในตัว" แคมเปญที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายหูฟัง
ทว่า ขายในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แม้จะแพ้ในเกมกีฬาแต่อย่ารู้สึกเสียใจ เพราะนักกีฬาเหล่านั้นล้วนมีของดีบางอย่างในตัวตน สามารถสร้างอำนาจเหนือลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
ไม่ว่าจะสถานการณ์เศรษฐกิจจะวิกฤติ กำลังซื้อจะหดตัวลง แต่เขายังเป็นนักการตลาดที่ "สร้างกระแส" จนเกิด "ดีมานด์" ในสินค้าและบริการอยู่เสมอ แม้จะเป็นดีมานด์เทียมที่เกิดจากแคมเปญ หรือโปรโมชั่น "ชั่วคราว" ก็ตาม
"ตัน ภาสกรนที" กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยเคล็ดลับมาร์เก็ตติ้งสไตล์เขา คือพลิกมุมยืนจาก "นักการตลาด" เป็น "ผู้บริโภค" เสียบ้าง ยังผลให้การทำกิจกรรมที่ออกมาจัดเต็มแบบ "ใจถึง ถึงใจ" เลยเห็นทั้งการลด แลก แจก แถมแทบจะ "ให้เปล่า" ด้วยซ้ำ
"ของบางอย่างเลียนแบบไม่ได้ เกิดขึ้นเอง ผมคิดเสมอว่าผมเป็นลูกค้า ผมไม่รู้ตำราการตลาดเขียนไว้อย่างไร ทฤษฎีที่เขียนไว้ถูกนำมาใช้ประสบความสำเร็จหลายคน แต่ถ้าทุกคนทำเหมือนกัน มันก็น่าเบื่อ ซ้ำๆ ไม่ตื่นเต้น ของทุกอย่างต้องการใหม่ๆ แต่ต้องตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ ทำตัวเป็นลูกค้า เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
ล่าสุดเขาเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้งกับการเปิดตัว "อิชิตัน" รสชาติใหม่รสลิ้นจี่ โดยใช้ตู้คีบตุ๊กตามาเป็นจุดขาย แต่ข้างในเป็น Iphone 6 plus ที่เจ้าตัวจะบอกว่าหมดไอโฟนไป 8 เครื่อง มูลค่าร่วม 2.8 แสนบาท แลกกับเครื่องดื่มใหม่ 2,300 ขวด ที่ประโยคเปรยคล้ายว่าจะ "ไม่คุ้มทุน" แต่ในทางกลับกัน หากนับรวมค่าเช่าที่ หรือต้นทุนสินค้า อีกจิปาถะ นั่นทำให้ตันสามารถประหยัดงบโฆษณาและการตลาดได้มหาศาล
ถามว่าอะไรที่ทำให้นักการตลาดหัวแหลมคนนี้ "คิดนอกกรอบ" เสมอ แก่นไอเดียคงยกให้ตำราพิชัยยุทธ "รู้เขา รู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" แต่ตัน ทำให้คู่แข่ง "ไม่รู้ในสิ่งที่เขาจะทำ" ป้องกันคู่แข่งอ่านเกมการตลาดจนจับได้ไล่ทันและดักทางถูก ขณะที่ผลพวงที่ตามมาคือทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ "เหนือความคาดหมาย" ย่อมได้ "ใจ" ผู้บริโภคไปด้วย
กรณีศึกษาที่เห็นชัดคือการทอล์กโชว์ของตัน ที่แจกรางวัลให้ผู้ชมที่โชคดีเลือกระหว่างกล่องไอโฟนหรือกล่องช็อกโกลแลต ที่เขาระบุมูลค่าให้ทราบเพียงช็อกโกแลต "แพงกว่า" จนผู้ชมเลือกและได้รถยนต์มูลค่ากว่า 8 แสนบาทไปครอง ในวันถัดมาผู้โชคดีคนใหม่ เลือกกล่องช็อกโกแลตตามเดิม แต่ปรากฏว่าพบเพียงช็อกโกแลตข้างในกล่อง จนเจ้าตัวถอดสีหน้า เสียดาย กระทั่งถูกทักให้กัดช็อกโกแลต จึงพบทองคำแท่ง 1 ล้านบาทที่ถูกเคลือบไว้
ย้อนถามว่าไม่เปลี่ยนใจหรือ ผู้โชคดีไม่เปลี่ยนใจเลือกกล่อง ท้ายที่สุดรถยนต์หรูปอร์เช่ มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท ถูกเร่งเครื่องยนต์กระหึ่ม จูงใจให้ผู้โชคดีทิ้งทองคำแท่งราคาแพง ไปหารางวัลที่มูลค่าสูงกว่า นั่นคือตัวอย่างของการทำให้ในสิ่งเหนือความคาดหวัง
"สอนคำเดียว ถ้าเราอยากเป็นนักการตลาดที่ดี อย่าทำสิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้เราทำ" เขายกตัวอย่างการแข่งขันที่คู่แข่งพยายามบีบให้ลงไปแข่งขันด้าน "ลดราคา" เมื่อไปตามวิธีนั้น แสดงว่าคู่แข่งดักทางได้ รู้ทัน
"เมื่อก่อนผมจะพูดชอบเปรียบเทียบว่าสุนัขไปที่ไหนก็ฉี่เพื่อบอกพื้นที่ของตัวเอง ส่วนแมวจะฉี่ทีต้องหลบๆ ซ่อนๆ หมากับแมวเป็นสัตว์คู่มนุษย์มาร้อยปี แต่วิถีเอาตัวรอด ต่างกันสิ้นเชิง ฉะนั้นอย่าเชื่อผม จงเชื่อตัวเองว่ายังมีอีกหลายวิธีการตลาดที่จะประสบความสำเร็จได้ เคยทำแบบนี้สำเร็จ ทำคราวหน้าอาจไม่สำเร็จก็ได้" ตันทิ้งท้าย
------------------------------------------------------------
นักการตลาดผู้บริโภค
เป็นนักการตลาดยุคนี้ไม่ได้ยาก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะผู้บริโภคหรือมนุษย์ทุกคนล้วนเป็นทั้ง "นักการตลาด" และ "ผู้บริโภค" ในเวลาเดียวกัน การตลาดไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นงานของนักการตลาดเพื่อผู้บริโภคเท่านั้น ยิ่งยุคดิจิทัลวันนี้ หากสินค้าและแบรนด์ดีจริง ผู้บริโภคจะทำหน้าที่เป็นสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของแบรนด์เอง แบบ Word of mouth จากการกด like และ share ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ
อิทธิพลของโลกออนไลน์ ยังทำให้นักการตลาดวันนี้ต้องแปลงตัวเป็น "นักมาร์เก็ตติ้งพันธุ์ใหม่" ด้วย "ชลิต ลิมปนะเวช" นักการตลาดและอุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย แจงว่าพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง "รวดเร็ว" แบบปีต่อปี ทำให้ต้องหาทางหนุนคนเก่งมาสวมบทผู้บริหารเทคโนโลยีระดับสูง หรือ CIO (Chief Information Officer) จากเดิมที่เป็น CMO (Chief Marketing officer) เพื่อรู้เท่าทันผู้บริโภคมากขึ้น
ไม่พูดถึงออนไลน์อาจเป็นมนุษย์ FOMO ทว่าการทำตลาดช่องทางดังกล่าวเพื่อสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค "ดั่งใจถวิล อนันตชัย" แห่งสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เตือนสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง คือ
1.ตระหนักด้านวัฒนธรรมและการชี้นำสังคม
2.การสร้างสัมพันธ์กับผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ให้เต็มที่ ร่วมเต็มที่
3.ต้องฟังเสียงของลูกค้าให้มากและตอบสนองความต้องการให้ตรงใจเป้าหมายเหล่านั้น มากกว่าตอบสนองความต้องการของ "แบรนด์"
"บางอย่างนักการตลาดไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ แต่เป็นคนสร้างแพลตฟอร์มบางอย่างให้ลูกค้า และลูกค้าต่างหากคือเจ้าของแบรนด์อย่างแท้จริง เพราะหากลูกค้าไม่ชอบ จะพูดอะไรกับแบรนด์ก็ได้ we do not own the brand"
Needs อาจเป็นลำดับขั้นความต้องการของ Maslow แต่การตลาดยุคนี้กลับต้องขาย "Want" เห็นได้ชัดจากโกลบอลแบรนด์อย่าง Iphone ไม่ได้ขายมือถือเพื่อตอบสนองการสื่อสาร แต่ขายสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากกว่าแค่การติดต่อ
ส่วนอะไรที่นักการตลาดจะจับจุดเพื่อทำให้ผู้บริโภค "want" สินค้าและบริการ นำไปสู่การเพิ่มยอดขายมากๆ นั่น
เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการคงต้องไปหาคำตอบกันเอง





