รฟท.เร่งพัฒนาที่ดิน3แปลง4แสนล้าน คาดตั้งกรมขนส่งทางรางได้ภายในเดือนมิ.ย.58
รฟท.เตรียมคัดที่ดิน 3 แปลงพัฒนาเชิงพาณิชย์คาดวงเงินลงทุน 4 แสนล้าน สร้างสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า เล็งพัฒนาที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยา 277 ไร่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแลนด์มาร์คใหม่ของประเทศ
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานกรรมการบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท.กำลังเตรียมโครงการพัฒนาที่ดินมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการ เช่น สร้างสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้าอพาร์ทเมนท์ หรือ สวนสาธารณะ โดยรูปแบบการลงทุนอยู่ระหว่างการศึกษา ว่าจะเป็นการร่วมลงทุนกับเอกชน ซึ่งการในส่วนการรถไฟอาจระดมทุนได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการออกกองทุน property fund หรืออาจออกพันธบัตร หุ้นกู้ หรืออีกทางเลือกคือปล่อยให้เอกชนเช่าระยะยาว ซึ่งการรถไฟจะได้รับค่าเช่าและส่วนแบ่งจากรายได้ โดยคาดว่าการรถไฟจะได้รับรายได้จากค่าเช่าหรือกำไรปีละประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปี
โดยเลือกที่ดิน 3 แปลงที่มีศักยภาพสูงในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ บริเวณสถานีรถไฟกลางบางซื่อมีเนื้อที่ราว 200 ไร่ ซึ่งในอนาคตจะเป็นจุดเชื่อมต่อหลักของทั้งรถไฟและรถไฟฟ้าหลายสาย คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท
แปลงถัดมาคือบริเวณสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์มักกะสัน มีเนื้อที่ 497 ไร่ โดยที่ดินแปลงนี้รัฐบาลต้องการให้ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่สีเขียว จึงแบ่งการพัฒนาให้เนื้อที่ราว 200 ไร่ เป็นสวนสาธารณะ ส่วนอีก 300 ไร่จะพัฒนาในเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนพัฒนาที่ดินแปลงนี้ราว 2 แสนล้านบาท
แปลงสุดท้ายคือบริเวณสถานีรถไฟแม่น้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิง ตรงข้ามปอดของกรุงเทพฯ “บางกระเจ้า” มีเนื้อที่ 277 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโค้งที่สวยที่สุดและมีความยาวติดแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 1.4 กิโลเมตร โดยตั้งใจจะพัฒนาเชิงท่องเที่ยวริมน้ำ และอาจสร้างแลนด์มาร์คใหม่ Bangkok eye เหมือนกับที่ประสบความสำเร็จที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนพัฒนาที่ดินแปลงนี้ราว 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้จะจ้างบริษัทที่ปรึกษามาประเมินทั้งความเป็นไปได้ของโครงการ รูปแบบกิจการที่เอกชนลงทุนแล้วอยู่ได้ รวมถึงรูปแบบการลงทุนหรือร่วมทุนจะมีความชัดเจนประมาณกลางปี 2558 โดยคาดว่าโครงการพัฒนาที่ดินสถานีแม่น้ำและบางซื่อจะเริ่มพัฒนาได้ก่อน เพราะมีผลการศึกษาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ส่วนการปรับโครงสร้างบริหารของ รฟท. นอกจากการจัดตั้งกรมขนส่งทางรางในอนาคต ซึ่งจะดำเนินการลงทุนสร้างทางรถไฟและทำหน้าที่กำกับดูแล ในขณะที่ รฟท. ซึ่งจะเหลือหน้าที่ให้บริการเดินรถไฟเป็นหลักนั้น ยังต้องพิจารณาว่าทำไมการรถไฟถึงขาดทุนสะสมถึงแสนล้านบาท เมื่อศึกษาจึงพบว่าในปี 2557 รฟท.ขาดทุนจากการดำเนินงานราว 2,500 ล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องขาดทุนจากค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างเช่นจ่ายบำเหน็จบำนาญปีละ 4,000 ล้านบาท ค่าเสื่อมของอุปกรณ์ราวปีละ 4,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยเงินกู้อีกประมาณ 3,000 ล้านบาท ดังนั้นการแก้ปัญหานอกจากจัดหาขบวนรถใหม่ให้ รฟท. นั้นจำเป็นต้องปรับการบริหารองค์กร
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลต้องการให้มีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางเพื่อเข้ามากำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบรางทั้งหมด เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องหารือกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน คาดว่าจะสามารถจัดตั้งได้ประมาณเดือนมิ.ย. 2558 โดยต้องหารือรายละเอียดว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยไม่จะชะลอโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่หรือโครงการรถไฟฟ้า









