"ไทยเบฟ"เผยเส้นทางสู่ยักษ์เครื่องดื่มเอเชีย ยึดหลัก"ทำกำไร-บริหารเงินสด-รู้ไซส์ธุรกิจ-คุมรายจ่าย-สร้างทีมงาน"
แบ่งรับแบ่งสู้กระแสข่าวซื้อกิจการเบียร์เวียดนาม แจงแผนรุกตลาดเครื่องดื่มในไทย ดัน "ไทยดริ้งค์" ตัวกลางบริหารพอร์ตสินค้าไทยเบฟ โออิชิ เสริมสุข เอฟแอนด์เอ็น รับวิสัยทัศน์ ปี 2020
ที่ผ่านมา ยักษ์ธุรกิจไทยต่างทยอยเผยกลยุทธ์ธุรกิจ นับถอยหลังการเปิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ซึ่งมองเป็นทั้งโอกาสและวิกฤติ หากไม่เตรียมพร้อม "บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ" ธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่ในไทย เป็นอีกค่ายที่ชิงประกาศกลยุทธ์ธุรกิจรับมือการแข่งขันดุเดือดขึ้นจากนี้
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มรายใหญ่ในไทย เปิดเผยภายในงานเสวนา "เส้นทางสู่ความสำเร็จ" หรือ Blueprint for success ว่า ไทยเบฟมีบลูพริ้นท์ 5 ประการ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายการผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มในเอเชีย ประกอบด้วย
1.การให้ความสำคัญกับการทำกำไรขั้นต้น โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น
2.การบริหารกระแสเงินสด ให้สอดคล้องกับยอดขายสินค้า โดยต้องพิจารณาให้สินเชื่อ (เครดิตเทอม) รอบคอบ คำนึงถึงความสามารถการชำระค่าสินค้าในอนาคตของลูกค้า
"หากรีบเร่งปล่อยสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยให้เครดิตเทอมยาว สำหรับลูกค้าบางรายที่ไม่พร้อมก็จะเรียกเงินค่าสินค้ายาก ทำให้ธุรกิจเกิดภาวะเงินตึงตัว อาจกระทบต่อแผนธุรกิจที่ตั้งเป้าหมายในอนาคต" นายฐาปน กล่าว
รู้งบดุล-ควบคุมรายจ่าย
3.ธุรกิจต้องรู้งบดุล หรือฐานะทางการเงิน และขนาดธุรกิจของตนเองว่ามีเงินบน "หน้าตัก" พร้อมทำการค้าขนาดไหนจึงจะเหมาะสม 4.การควบคุมรายจ่าย โดยเห็นว่าเมื่อธุรกิจเติบโต ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรอย่างแท้จริง เช่น การที่ไทยเบฟผนึกกับบริษัททีซีซีแอสเสทส์ (บริษัทในเครือดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) เพื่อซื้อและควบรวบกิจการ บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ยักษ์ธุรกิจเครื่องดื่มในเอเชีย เพราะเอฟแอนด์เอ็น มีธุรกิจอสังหาฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลักของไทยเบฟ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทพยายามรักษาวินัยทางการเงิน
และ 5.การสร้างทีมงานมืออาชีพ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนไทยเบฟ สู่ความสำเร็จและการเติบโตยั่งยืน ปัจจุบันไทยเบฟ ถือเป็นบริษัทเครื่องดื่มครบวงจรเบอร์ 3 ของเอเชีย แซงหน้าซานมิเกล แต่ยังเป็นรองคิริน และอาซาฮี เท่านั้น
"บางครั้งธุรกิจเติบโต แต่ไม่ได้หมายถึงเราจะมือเติบ ส่วนการทำเอ็มแอนด์เอไม่ได้หมายถึงการมือเติบ หากการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในพื้นฐานที่เรารับได้ และเป็นประโยชน์ เช่น กรณี ไทยเบฟ ลงทุนซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็น เรายึดวินัยการเงิน ดูความสามารถในการกู้ยืม และการจ่ายคืนเงินกู้ โดยพิจารณาจากกระแสเงินสด เพื่อไม่สร้างภาระทางการเงินในอนาคต"
นายฐาปน ยังระบุว่า เกณฑ์ดังกล่าว สามารถใช้ได้กับทุกสภาวะเศรษฐกิจ ช่วงเศรษฐกิจดีมาก การกระแสเงินสดเยอะเกินไป ต้องนำมาต่อยอดในธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนได้มากพอ โดยตั้งแต่ไทยเบฟ นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2549 กระทั่งปี 2551-2552 การจะลงทุนธุรกิจใดต้องมั่นใจว่า จะเกิดประโยชน์แก่บริษัท ไม่ผลีผลาม
การขยายธุรกิจเครื่องดื่มของบริษัทจากนี้ จะให้ความสำคัญในการนำสินค้าแบรนด์ไทยบุกตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม
แบ่งรับแบ่งสู้ซื้อเบียร์เวียดนาม
ส่วนกระแสข่าวที่ไทยเบฟเข้าไปซื้อกิจการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ "Saigon Beer Alcohol Beverage Corp" หรือ Sabecco นั้น นายฐาปน ไม่ได้ปฎิเสธหรือยอมรับดีลดังกล่าว โดยระบุเพียงว่ามองตลาดเป้าหมายทุกที่ ทั้งเอเชียแปซิฟิก และยุโรป
"เรามองทุกที่ ที่ไหนเป็นโอกาสบ้าง ไม่เฉพาะในเอเชียแปซิฟิก ในยุโรปถ้าน่าสนใจ เราก็ขอดูอยู่ด้วย เป็นธรรมชาติ ทั้งสินค้ากลุ่มสุรา เบียร์ และเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ เพื่อให้ผลักดันเป้าหมายการเติบโตของบริษัท การทำตลาดเครื่องดื่มนอกจากไทยแล้ว ที่ใกล้ตัวคือ พม่า ลาว เขมร เพราะ 3 ประเทศขยับออกไปง่าย ยอมรับว่าขณะนี้ยังมีดีลอีกเยอะ อย่างเอฟแอนด์เอ็นหลายคนมองว่าเราไปได้มายังไง แต่เราทำงานมาอย่างน้อย 6-7 ปี"นายฐาปน กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมา บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) เข้าไปร่วมทุนกับบริษัท โอเว่น อิลลินอยส์ (โอ-โอ) กับบริษัทไซง่อนเบียร์แอลกอฮอล์เบฟเวอเรจ (ซาเบโก้) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของเวียดนามเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วที่ใหญ่สุดในเวียดนาม มูลค่า 1,500 ล้านบาท
ดันไทยดริ๊งค์เสริมแกร่งเครื่องดื่มในปท.
นายฐาปน กล่าวอีกว่า แผนการทำตลาดเครื่องดื่มในประเทศ ได้ปรับโครงสร้าง โดยปรับให้บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด มาทำหน้าที่บริหารจัดการเครื่องดื่มในกลุ่มทั้ง ไทยเบฟ โออิชิ เสริมสุข และเอฟแอนด์เอ็น เพื่อสร้างประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกันมากขึ้น จากเดิมไทยดริ้งค์จะทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อและส่งสินค้าแบบเดลิเวอรี่ให้กับลูกค้าตามที่อยู่อาศัย สำนักงาน อาคารพาณิชย์ต่างๆ
"ไทยดริ้งค์จะเป็นแมเนจเมนท์คอมปะนี และมองธุรกิจข้ามนิติบุคคลต่างๆ อย่างกลุ่มโออชิ มีเครื่องดื่ม อาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์สินค้าและโรงงานของตัวเอง แต่ไม่มีช่องทางกระจายสินค้า ส่วนเสริมสุขมีช่องทางจำหน่าย มีโรงงาน แต่ไม่ค่อยมีแบรนด์ การที่เราหานิติบุคคลมาสร้างประโยชน์ร่วมกัน หาจุดรวมที่มองเห็นในภาพรวมให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งหมด และไทยดริ้งค์จะนำสินค้าจากข้างนอกเข้ามา
อย่างต้นปี 2558 เราจะนำสินค้าจากเอฟแอนด์เอ็น แบรนด์ 100พลัส อยู่ภายใต้ไทยดริ้งค์ แล้วนำกระจายสินค้าโดยเสริมสุข ใช้จุดแข็งความชำนาญแต่ละด้านของบริษัทที่มี ถามว่าทำไมไม่ให้เสริมสุขทำทั้งหมด เพราะมองประโยชน์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นจะพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย" นายฐาปน กล่าว
ฟันธงกำลังซื้อ-เศรษฐกิจปีหน้าฟื้น
ส่วนแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อในปี 2558 คาดว่า จะปรับตัวดีขึ้น จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและรัฐมีแนวทางในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ที่ไทยจะมีข้อได้เปรียบที่การเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ก่อนขยายตลาดไปยังพม่า ลาว เขมร เวียดนาม เป็นต้น
"ไทยได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ที่ตั้งในภูมิภาค ซึ่งผู้ที่จะค้าขายในอาเซียนทั้งจีน ยุโรป สหรัฐ ก็จะเลือกปักธงในไทย แล้วค่อยสร้างทีมขยายไปยังตลาดเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจและธุรกิจไทย เพราะเมื่อมีการลงทุน ก็จะมีการจับจ่ายใช้สอย จะคึกคัก"
ความท้าทายของไทยเบฟปี 2558 คือ การนำสินค้าไทยไปบุกตลาดภูมิภาค จากที่ผ่านมา จะเห็นสินค้าจากทั่วโลกเข้ามาบุกตลาดในไทยค่อนข้างมาก โดยไทยเบฟจะใช้จุดแข็งด้านการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า ที่ประชิดชายแดนลาว พม่า มาเลเซีย นำสินค้าไปให้ผู้บริโภคต่างแดน ได้ลอง
นายฐาปน กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีรัฐเตรียมออกมาตรการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ไทยเบฟพร้อมให้ปฏิบัติตาม แม้ประกาศดังกล่าว และไม่มีนโยบายพิเศษเพื่อในการสต็อกสินค้าเพื่อจำหน่ายล่วงหน้า






