สมาพันธ์ไอซีทีผนึกผู้ประกอบการโทรคม-ไอที ชง 4 แผนเร่งด่วนพัฒนา "อินฟราฯ-อีคอมเมิร์ซ-บุคลากร-การทำงานภาครัฐ"
ตั้งเป้าปี 2563 คนไทยต้องเข้าถึงบรอดแบนด์ 95% เอสเอ็มอีแจ้งเกิด โดดเด่นในตลาดเออีซี พร้อมผงาดท็อป 50 รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์โลก ชี้รัฐอาจต้องใช้งบ 2 แสนล้านหากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
นายวิชัย เบญจรงคกุล นายกสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ทีฟิท) กล่าวว่า แผนงานที่ภาคเอกชนหวังให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไอซีที 2.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3.พัฒนาบุคลากร และ 4.ปฏิรูปกระบวนการทำงานภาครัฐ
ทั้งนี้ หลังจากทางสมาพันธ์ซึ่งประกอบด้วยสมาคมและผู้ประกอบการด้านไอซีทีร่วมกันหารือ ระดมสมองได้นำข้อเสนอดังกล่าวเสนอต่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ไปเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้รอเสียงตอบรับ โดยสมาพันธ์ฯ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
"ประเด็นที่เร่งด่วน คือ สร้างความพร้อมด้านอินฟราสตรักเจอร์ บุคลากร และปรับแก้กฎหมายรวมถึงกระบวนการทำงานระบบราชการเพื่อให้การดำเนินงานเดินหน้าไปได้เร็วที่สุด"
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังที่ภาคเอกชนต้องการเห็นคือความจริงจังขับเคลื่อนแผนงาน กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน เบื้องต้นแนวทางที่รัฐบาลเร่งปรับแก้กฎหมายจำนวน 13 ฉบับถือเป็นจุดเริ่มต้นช่วยปูทางให้เกิดการขยายผล หากทำได้เร็วยิ่งก่อให้เกิดโมเมนตัมเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าแค่นโยบายบนกระดาษดังที่ผ่านมา
โดยงบการลงทุนที่ภาครัฐจำเป็นต้องใช้พัฒนาทั้งอินฟราสตรักเจอร์และการส่งเสริมอื่นๆ เพื่อให้เพียงพอต่อการเริ่มต้นและเห็นการเปลี่ยนแปลงอาจต้องมีหลัก 2 แสนล้านบาท บทบาทหลักๆ รัฐควรเป็นผู้จุดประกาย ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้เข้ามาเสริม
พร้อมระบุว่า ครั้งนี้ถือเป็นความหวังที่หลายฝ่ายเชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่กังวลคือกรอบเวลาที่ค่อนข้างจำกัด
เข้าถึงบรอดแบนด์95%ใน5ปี
ในส่วนอินฟราสตรักเจอร์ เป้าสำคัญ คือ สร้างเนชั่นแนลบรอดแบนด์ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึงทุกครัวเรือน ผลักดันการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค รวมถึงสร้างเนชั่นแนลบรอดแบนด์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยเครือข่ายใยแก้วใต้ทะเล เชื่อมโยงกับหลายปลายทาง พร้อมปั้นไทยเป็นศูนย์กลางการส่งข้อมูลระดับเออีซี
เขากล่าวว่า ตัวชี้วัดที่นำเสนอประกอบด้วย การสื่อสารด้วยความเร็วขั้นต่ำ 30 เมกะบิตต่อวินาทีไม่น้อยกว่า 90% ของจำนวนประชากรภายในปี 2559 และเพิ่มเป็น 100 เมกะบิตต่อวินาที ครอบคลุมพื้นที่ 95% ภายในปี 2563
ขณะที่ ภายในปี 2558 รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ และเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตประเภท 3 จะได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกัน สามารถลดการลงทุนที่ซับซ้อน อุดช่องการรั่วไหลของเงินตราไปต่างประเทศได้อย่างน้อย 15% ในปี 2559
ด้านเครือข่ายใยแก้วใต้ทะเลภายใน 5 ปีจากนี้หวังว่าจะมีเพิ่มอีก 5 เครือข่าย ในภาพรวมหากโครงสร้างพื้นฐานไม่เกิด การผลักดันด้านดิจิทัลอีโคโนมีย่อมเป็นไปได้ยาก
ขณะที่ ควรคำนึงถึงตลาดต่างประเทศซึ่งมีไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ แนวทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากประสบการณ์โมเดลที่เข้ากันได้ดีที่สุดและเหมาะกับความต้องการสำหรับประเทศไทยคือการผนึกกำลังกันทั้งรัฐและเอกชน หรือ พับบลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ
ปั้นฮับอีคอมเมิร์ซเออีซี
นายพรินทร์ สงฆ์ประชา กรรมการบริหารสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวเสริมส่วนการพัฒนาอีคอมเมิร์ซว่า แนวทางสำคัญ คือ กำหนดยุทธศาสตร์และผลักดันให้ผู้ประกอบการเติบโตในระดับภูมิภาค โดยภายในปี 2559 หวังว่าจะมีผู้ประกอบการหลัก 80,000 ราย สร้างมูลค่าในรูปแบบบิสสิเนสสู่คอนซูเมอร์ (บีทูซี) ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท พร้อมสร้างความเชื่อมั่น และกลไกคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างการเติบโตเชิงมูลค่าการซื้อขายได้มากกว่า 15% ในปีเดียวกัน ขณะที่ระยะสั้นปี 2558 ผลักดันให้เกิดกฎหมายและระเบียบที่ชัดเจนสำหรับการค้ารูปแบบดิจิทัล
นอกจากนี้ ต้องเร่งส่งเสริมอีเลิร์นนิ่ง ดิจิทัลคอนเทนท์ ทั้งสำหรับภาคการศึกษาและธุรกิจ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะได้เห็นเม็ดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2560
พร้อมให้ความสำคัญและช่วยยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันเพิ่ม สามารถลดต้นทุนการบริหารจัดการได้ 10% ในเป้าหมายหวังว่ารัฐจะทำได้ 5,000 รายในปีหน้า และเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นรายในปี 2560
ฝ่าวิกฤติขาดคนไอที
นายดนุพล สยามวาลา อุปนายกสมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายหลักคือพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ บุคลากรภาครัฐควรใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้ สัดส่วน 80% ภายในปี 2558 และสร้างมาตรฐานทางวิชาชีพ หลักสูตร ตั้งกองทุนส่งเสริมด้วยงบประมาณไม่น้อยกว่า ปีละ 5,000 ล้านบาท กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญคือบริษัทสตาร์ทอัพ รวมถึงช่วยพัฒนาบิสสิเนสโมเดล และการตลาด
ข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรไอทีอย่างรุนแรง ต่อปีมีผู้สำเร็จการศึกษาประมาณ 4 หมื่นคน ทว่าความต้องการจริงคือ 1 แสนคน ขณะที่เมื่อเปิดเออีซีต้องการมากถึง 2 แสนคน รวมทั้งตั้งเป้าว่า จะมีการส่งเสริมให้เกิดศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลแห่งชาติ โดยแล้วเสร็จภายในปี 2560
ไต่ท็อปรัฐบาลอิเล็กฯโลก
นายอดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) กล่าวว่า บทบาทสำคัญของภาครัฐคือพัฒนาสู่รัฐบาลดิจิทัล งานสำคัญมีทั้งการปรับแก้กระบวนการทำงาน กฎหมาย ผลักดันโครงการสมาร์ทซิตี้ พร้อมกับปฏิรูปการประสานงานระหว่างรัฐ-เอกชน บทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสร้างความร่วมมือต่อกันในทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ตัวชี้วัดหวังว่าระเบียบและกฎหมายต่างๆ จะแล้วเสร็จภายในปี 2559 ส่วนสมาร์ทซิตี้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2560
พร้อมกันนี้ เร่งพัฒนาระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป้าหมายใหญ่ปั้นให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 50 รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก
เขาชี้ว่า ความไม่ชัดเจนของภาครัฐ ส่งผลมากต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน แนวทางการทำงานแค่กระทรวงไอซีทีอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ หวังว่าทุกกระทรวงจะขยับตัวไม่รอเพียงคำสั่งอย่างเดียว
"สำหรับกสทช.ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลหวังว่า จะได้เห็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้มีความคล่องตัว ทำงานเป็นองค์คณะเดียวเสียงไม่แตก อย่าแบ่งพวกหรือแบ่งสาย ภายใต้บทบาทการเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมและประชาชนทั้งประเทศ" นายวิชัย กล่าว









