วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คัมภีร์เติมชีวิตแบรนด์สูตรองค์กร 100 ปี

แกะรอยเส้นทางสร้างแบรนด์องค์กรอายุเกิน 100 ปี เปลี่ยนผ่าน "ขายสินค้า"สู่"ขายคุณค่า"มูลค่าแบรนด์เหนือทรัพย์สิน

จากการจัดอันดับของ "อินเตอร์แบรนด์" บริษัทบริหารจัดการแบรนด์ ถึงมูลค่าแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่พบคือ องค์กรธุรกิจมักมีอายุเฉลี่ย "ไม่เกิน 50 ปี" ต่ำกว่าหนึ่งชั่วคน โดยเฉลี่ยชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ที่ยืนยาวเฉลี่ย 75 ปี สะท้อนว่ามีไม่กี่ธุรกิจที่อยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

หลายธุรกิจที่เคยรุ่งโรจน์กลับไม่สามารถประคองความยั่งยืนและยิ่งใหญ่ไว้ได้

ข้อมูลของบริษัทแห่งนี้ ยังระบุว่า องค์กรที่มีชื่อเสียงอายุยืนยาวเกินอายุเฉลี่ยของมนุษย์ทะลุถึง 100 -200 ปี หรือก้าวข้าม 1- 2 ศตวรรษ ผ่าน 3 ช่วงอายุคน นั้นจะต้องฝ่าด่านอรหันต์แห่งวิกฤติ ชนิดที่ต้องพลิกองค์กรนานัปการ ปรับตัวจนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแกร่ง พร้อมส่งต่อธุรกิจสู่เจเนอเรชั่นใหม่ให้รักษาความมั่งคั่งต่อไป

โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่เด่นชัดของความอยู่รอด คือ การนำองค์กรเปลี่ยนผ่านการเป็น Conglomerate ขยายความหลากหลายในกลุ่มธุรกิจย่อยที่เกี่ยวโยง และไม่เกี่ยวโยงกับธุรกิจเดิม บางองค์กรกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

กรณีศึกษาองค์กรที่มีอายุยืนยาวเกินร้อยปี อาทิ ดูปองท์ อายุ 211 ปี (ก่อตั้ง ค.ศ.1802 ) 2 ศตวรรษธุรกิจ ที่ร่ำรวยจากการผลิตดินปืน ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในสหรัฐ ก่อนรุกเข้าสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ กระทั่งหันเหไปหาสู่ธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหาร ในศตวรรษที่ 3

ขณะที่ พีแอนด์จี อายุ 176 ปี ปัจจุบันมีสินค้าอุปโภคมากกว่า 100 แบรนด์ในเครือ , ส่วนไฟเซอร์ (pfizer) อายุ 169 ปี เริ่มต้นจากธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องมือทางการแพทย์ ปัจจุบันขยายความร่วมมือสู่ธุรกิจสถานพยาบาล และวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อค้นหาวิธียืดอายุผู้คน

เอ็กซอนโมบิล อายุ 143 ปี ในธุรกิจน้ำมัน เช่นเดียวกับ เชฟรอน อายุ 134 ปี ,โคคา -โคลา อายุ 127 ปี ต้นตำรับเครื่องดื่มน้ำดำแบรนด์ โคคา โคล่า ชูจุดขายแบรนด์แห่งความสุข

บริษัท จีอี อายุ 121 ปี ปรับเปลี่ยนองค์กรจากเริ่มต้นผลิตหลอดไฟ มาสู่ธุรกิจการเงิน จนกระทั่งก้าวไปสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือก เป็นต้นแบบขององค์กรที่เปลี่ยนผ่านธุรกิจที่หลากหลาย

เมื่อเอ่ยชื่อองค์กรต้นแบบที่โดดเด่น มูลค่าแบรนด์ติดอันดับ "ท็อป 20" ขององค์กรที่มีมูลค่าสูง ในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา พบว่า แบรนด์ที่ติดอยู่ในตาราง ชื่อคุ้นหูมาตลอดคือ แอปเปิ้ล ,โคคา-โคลา,กูเกิล, จีอี,ไมโครซอฟต์,ไอบีเอ็ม และ ดูปองท์

อินเตอร์แบรนด์ ยังระบุว่า องค์กรที่ติดอันดับมูลค่าแบรนด์สูงที่สุดของโลก ส่วนใหญ่จะมี "มูลค่าแบรนด์" จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ มากกว่าจับต้องได้ องค์กรเหล่านี้มีวิวัฒนาการจากเป็นผู้ผลิตสินค้า จนพลิกโฉมสู่การเป็นผู้บริหารจัดการมูลค่าแบรนด์ โดยมีหัวใจของการผสมผสานคำว่า การสร้างชื่อเสียงจากการความน่าเชื่อถือ (Trust Reputation) ภายใต้แบรนด์องค์กร (Corporate Brand)

กรกช อนันตสมบูรณ์ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการสื่อสารองค์กรเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อธิบายถึงคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) ของแบรนด์ ซึ่งคอยเกื้อหนุนความยั่งยืนให้แก่องค์กรว่า มูลค่าแบรนด์จะสูงกว่าต้นทุนสินค้าที่ควรจะเป็น และไม่ว่าสินค้าจะแพงระยับแค่ไหน คนกระเป๋าหนักก็พร้อมที่จะควักเงินซื้อ เรียกว่ายอมจ่ายให้กับคุณค่าที่มองไม่เห็น คุณค่าที่เป็นมากกว่าสินค้าและบริการ

ทำให้แบรนด์ระดับโลกในปัจจุบัน มีสัดส่วนของสินทรัพย์มาจากมูลค่าแบรนด์ มูลค่าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) สูงกว่ามูลค่าสินค้า (Tangible)

เขายกบทวิจัยด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินจาก S&P 500 ที่พบว่าในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา บริษัทที่เติบโตและมีอายุยืนยาวมีมูลค่าสินทรัพย์ จากมูลค่าและคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ที่มาจากคำว่าแบรนด์ และชื่อเสียงโดยบริษัทที่ติดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก จะมีมูลค่าแบรนด์ มากกว่าสินทรัพย์-สิ่งปลูกสร้าง ในสัดส่วน 80 / 20%

ทั้งนี้ อินเตอร์แบรนด์ได้เปรียบเทียบมูลค่าของแบรนด์ปี 2556 กรณีศึกษา 3 แบรนด์ คือ

โคคา โคลา มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวร (Fix asset) มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าแบรนด์สูงขึ้นกว่าสินทรัพย์ประมาณ 4 เท่า อยู่ที่ 79,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ,ดิสนีย์ มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวร 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าแบรนด์ 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ฟอร์ด คือตัวอย่างของแบรนด์ ที่มีสินทรัพย์ถาวรสูง 282,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าแบรนด์เพียง 9,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าแบรนด์ของฟอร์ด "ต่ำกว่า" มูลค่าเครื่องจักรและโรงงาน จุดเสี่ยงที่จะมีคู่แข่งเข้ามาซื้อโรงงานและผลิตสินค้ามาแข่งได้ในอนาคต

รวมถึงบริษัทน้องใหม่ที่เข้ามาติดโผมูลค่าแบรนด์สูงของโลก อย่างแอปเปิ้ล และกูเกิล ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นธุรกิจที่เน้นการบริการจัดการเทคโนโลยี นวัตกรรม และแบรนด์มากกว่าโรงงานที่ไปจ้างแหล่งผลิตอื่นของโลกผลิตสินค้าให้

“สินค้าและบริการ สิ่งปลูกสร้าง เช่น โรงงาน มีวันหมดอายุ เหมือนอาหารที่มีอายุขัยการใช้งาน เครื่องจักรมีค่าเสื่อม แต่สินทรัพย์จากมูลค่าแบรนด์ (Intangible) ยิ่งมีอายุยืนยาว ยิ่งเติบโต และมีมูลค่ารวมถึงคุณค่าสูงขึ้นหากมีการบริหารจัดการที่ดี” กรกช ระบุและว่า

คุณสมบัติของแบรนด์ที่จะมีอายุโดดเด่นยืนยาวได้จะต้องมีการบริหารความสัมพันธ์ ระหว่าง "แบรนด์กับลูกค้า" ที่สร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงมี "ความเป็นตัวตน" ที่โดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร และไม่มีวันหมดอายุขัย

คำว่าแบรนด์ที่มีมูลค่า และสร้างคุณค่า คือแบรนด์ที่มีเงินอย่างเดียว ก็ไม่อาจเป็นเจ้าของสินค้าได้ แต่ต้องมีความพยายามร่วมด้วย

เช่น กระเป๋าแอร์เมส กระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่สุดในโลก มีอายุยาวนาน ขายมูลค่าที่มาพร้อมกับเรื่องราว (Story) ผลิตภัณฑ์จากเครื่องหนังบนอานรถม้าตั้งแต่ค.ศ.1837 แปลงกายมาสู่กระเป๋าตัดเย็บประณีต แฝงด้วยไว้ด้วยความเรียบหรู

ที่สำคัญใครมีเงินพร้อมจ่ายก็ใช่ว่าจะเดินเข้าร้านพกเงินสดและซื้อได้ทันที

Story หรือเรื่องราวของแบรนด์ถึง "กุญแจสำคัญ" ในการถ่ายทอดคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น

“บางคนเดินเข้าร้านกลับไปกลับมาหลายรอบก็ไม่มีสินค้าต้องอดทนรอและสั่งซื้อหลายรอบ ที่สำคัญแบรนด์เหล่านี้ไม่เคยลดราคา แต่คนก็ยังมุ่งมั่นอยากครอบครองสินค้า”

แบรนด์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกรู้จัก ล้วนเกิดจากการพลิกตัวเองจากผู้ผลิตมาสู่ผู้สร้างคุณค่าและความน่าเชื่อถือ บริหารความมีชื่อเสียง ทั้งสิ้น "กรกช" บอกเช่นนั้น

เขายังยกกลยุทธ์การบริหารจัดการแบรนด์ของจีอี ว่า มีการปรับตัวจากการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่หลากหลาย มีการปรับกลยุทธ์จัดเรียงกลุ่มธุรกิจ (Portfolio)แบรนด์ใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารสร้างแบรนด์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้แบรนด์ในบริษัทเริ่มมีความซับซ้อนในเชิงธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ จากการรุกสู่ธุรกิจระบบการขนส่ง,การบริหารจัดการพลังงาน,พลังงานน้ำ, สายการบิน (Aviation) ,ผลิตภัณฑ์ยา และเครื่องมือการแพทย์ และธุรกิจการเงิน เป็นต้น

โดยการจัดพอร์ตใหม่ เสริมจุดเด่นและความแข็งแกร่งของแบรนด์ (brand portfolio) โดยการวางแบรนด์ GE เป็นแบรนด์หลัก (master brand strategy) ก่อนจะแบ่งกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจขนส่ง ทั้งทางรถไฟฟ้า เครื่องบิน ,ธุรกิจพลังงาน ทั้งพลังงานลม น้ำมันและก๊าซ รวมถึงการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ,ธุรกิจการรักษา เช่น กลุ่มธุรกิจรักษาพยาบาล สุขภาพ เครื่องมือแพทย์ และธุรกิจการสร้างและวางระบบ ตั้งแต่ โครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจการเงิน และธุรกิจหลอดไฟ

จีอี ยังกำหนดวิสัยทัศน์เป็น "Imagination Network" (เครือข่ายแห่งจินตนาการ) ผู้คิดค้นประดิษฐ์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงโลกให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วย "เทคโนโลยีและนวัตกรรม" จากนั้นจึงกำหนดสินค้าและกลยุทธ์นโยบายล้อไปตามกับ "จุดยืน"ความเป็นแบรนด์

กรกช ระบุว่า ส่วนกลุ่มธุรกิจดูปองท์ โดดเด่นในเรื่องการพัฒนาบุคลากรและโมเดลธุรกิจ มีการบริหารแบรนด์ด้วยการเชื่อมโยงสร้างการมีส่วนร่วม (Collaboration) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นกลุ่มซัพพลายเชนกระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ทั้งการแสวงหาวัตถุดิบ โดยการทำคอนแทคฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แสวงหาคู่ค้า ในตลาดทั่วโลก เพื่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นผู้นำในสินค้าเกษตรและอาหาร ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ทรงพลังและมีอิทธิพล (Power) ที่มีพนักงานกว่า 63,000 รายกระจายอยู่ใน 90 ประเทศทั่วโลก

ประสิทธิผลปลายทางเมื่อองค์กรมีการบริหารจัดการแบรนด์อย่างดี จะเกิดมูลค่าเพิ่มที่นำไปต่อยอดทางธุรกิจได้หลายช่องทาง ตั้งแต่ การสนับสนุนวิสัยทัศน์ขององค์กรให้น่าเชื่อถือ อุ้มชูสินค้าและบริการให้โดดเด่นเพิ่มมูลค่า สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้า ดึงดูดให้พนักงานต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน

ท้ายที่สุดจะมีส่วนสำคัญในการ "ดึงดูดผู้ถือหุ้น" และ "นักลงทุนสถาบันการเงิน" ให้เข้ามาร่วมทุนเมื่อบริษัทได้รับความน่าเชื่อถือ มีอนาคต มีมูลค่าแบรนด์

------------------------------------------------------

โมเดลสร้างแบรนด์

“ชิโร่ ซูจิ” มรดกชาติญี่ปุ่น

แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ จะต้องอยู่เหนือการตลาดและโฆษณา แต่คือความน่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบวิสัยทัศน์มุ่งมั่นเดินหน้าสั่งสมประสบการณ์ ความชำนาญจนซึมซับอยู่ในสายเลือด (DNA) กระทั่งสะท้อนมาสู่บุคคลภายนอก

กรณีศึกษาแบรนด์ที่สร้างความโด่งดัง ของ คุณปู่จิโร่ โอโนะ เชฟมือปั้นซูชิปูชนียบุคคล เป็นมรดกของคนญี่ปุ่น ที่โด่งดังไกลไปทั่วโลก เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่มีความพิเศษและน่าค้นหาของแบรนด์ เพราะมีทั้งเรื่องเล่าที่น่าประทับใจ และคุณค่าของผู้มีโอกาสลิ้มลองครั้งหนึ่งในชีวิต

คุณปู่จิโร่ คือสุดยอดเชฟซูชิที่ได้รับการยกย่องเจ้าของร้านซูชิ "Sukiyabashi Jiro" ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นมรดกประจำชาติญี่ปุ่น เป็นซูชิที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชิลิน ร้านซูชิขนาดเล็กในตึกแห่งหนึ่งมีที่นั่งเพียง 24 ราคา เริ่มต้นที่หัวละ 1.5 หมื่นบาท ทานได้ 20 คำ หรือคำละไม่ต่ำกว่า 1 พันบาท ซึ่งลูกค้าไม่มีสิทธิเลือกเมนู เพราะปู่จิโร่ จะเป็นผู้จัดปลาให้ตามแต่ฤดูกาล

คนที่จะมีโอกาสเข้ามานั่งกินได้จะต้องจองคิวล่วงหน้าอย่างต่ำ 1 เดือน และที่สำคัญไม่ใช่ใครก็โทรมาจองได้ง่ายๆได้ด้วยการยกหูเอง ต้องเป็นลูกค้าโรงแรมระดับ 5 ดาวในญี่ปุ่น จึงได้รับโควตาจองซูชิ ในร้านปู่จิโร่ มีกฎกติกาอยู่ว่าต้องไปก่อนเวลา 10-15 นาที และไม่รับบัตรเครดิต

ข้อโดดเด่นของซูชิคุณปู่จิโร่อีกประการ คือ เป็นซูชิแท้ที่ดีที่สุด เสิร์ฟปลาพร้อมกับข้าวปั้นที่ดีที่สุดระดับอุณหภูมิใกล้เคียงร่างกาย ใครที่ผ่านการชิมซูชิเลิศรสที่นี่จะได้รับใบเสร็จรับเงินเป็นกระดาษแข็งที่เป็นกิมมิคทางร้านตั้งใจให้ลูกค้าผู้ที่เข้ามาลิ้มลองได้เก็บไว้ใส่กรอบรูปว่าครั้งหนึ่งเคยลิ้มลองซูชิขนานแท้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

ซูชิของปู่ชิโร่ กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงที่เกิดจากการ "รักษาคำมั่นสัญญา"

กรกช อนันตสมบูรณ์ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการสื่อสารองค์กรเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถอดรหัสสร้างแบรนด์ของคุณปู่จิโร่ ซูชิ โมเดลจะจะค้นพบสาเหตุในความเป็นตัวตนแบรนด์ที่ทำให้คนสนใจเพราะ

1.ธุรกิจเป็นร้านชูชิญี่ปุ่นต้นตำรับ (Business Description)

2.ปู่จิโร่ไม่เคยคิดว่าตัวเองสำเร็จ จึงไม่หยุดพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพเพื่อเป็นที่สุดของซูชิระดับโลกตลอดเวลา (Brand Vision)

3.จุดยืนของแบรนด์จิโร่ อยู่ตรงชีวิตที่เสียสละ ที่จะทำหน้าที่ซูชิที่ดีที่สุดด้วยใจรัก โดยไม่แคร์เรื่องเงิน เพราะต่อให้ลูกค้าเข้ามากก็ไม่เคยคิดจะขยายสาขา เพราะทุ่มเทความตั้งใจให้สาขาเดียว (Brand Positioning)

4.ปู่จิโร่เป็นคนมุ่งมั่นในการทำซูชิ ทุกคำที่เข้าปากลูกค้าเชฟจะหมั่นสังเกตและมองตลอดเวลา เป็นคนที่มีคุณสมบัติของเชฟที่ดี 5 ประการ (Brand Attributes) คือ มุ่งมั่น ,พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ,สะอาด,ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองมีทำได้ดีที่สุด และรักในสิ่งที่เขาทำ และสุดท้ายมีคำมั่นสัญญาที่จะเสิร์ฟซูชิคุณภาพสูงด้วยเทคนิคการทำเฉพาะ

ทั้ง 5 ประการจะต้องหลอมรวมความให้คุณค่าเชิงอารมณ์และการประโยชน์จากการใช้งาน(Emotional &Functional)

สิ่งที่ทำให้ปู่จิโร่โด่งดังเป็นแบรนด์ซูชิระดับโลก เพราะเรื่องเล่า(Story) ความพิเศษของซูชิที่ไม่ธรรมดาเข้าถึงจุดสัมผัสเชิงอารมณ์ของลูกค้า ที่สำคัญจุดของความเป็น มีอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่าทำให้เกิดการตอกย้ำทางชื่อเสียง โดยจุดยืนการทำซูชิ ซึ่งแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะต้องผสมผสานระหว่างความจริงและจินตนาการที่ถ่ายทอดทางอารมณ์ให้เข้าถึงหัวใจของลูกค้า ที่สำคัญเรื่องราวของปู่ชิโร่ ได้ถูกเผยแพร่ผ่านทางสารคดียูทูบ และรายการทีวีหลายแห่งจนโด่งดังมาก ถือเป็นเรื่องล่าที่สร้าง "แรงบันดาลใจ" ให้กับใครหลายคนที่ศรัทธาในการเพียร และต้องการลิ้มลองซูชิที่ปั้นโดยเชฟมรดกแห่งชาติแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

-------------------------------------------

แบรนด์ไทยร่วมสมัย

SCG ร้อยปีไม่มีเชย

เอสซีจี หรือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กำเนิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 เพื่อต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าปูนซีเมนต์จากต่างประเทศ

ทว่าธุรกิจในปัจจุบันของเอสซีจี แตกสู่ธุรกิจที่หลากหลาย ไม่เพียงผู้ผลิตปูนซีเมนต์ อีกต่อไป

วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีเติบโตมาได้อายุครบ 101 ปีในปีนี้ เพราะเป็นบริษัทมหาชนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเป็นหลัก ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมในการบริหารโดยยึดหลักสร้างความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ให้น้ำหนักไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปจึงทำให้เอสซีจีมีการเติบโตยั่งยืน

จากธุรกิจที่เริ่มต้นผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าปูนซีเมนต์ ขยายไปสู่ธุรกิจกระดาษ วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมี โลจิสติกส์และกระจายสินค้า ทำให้ปัจจุบันเป็นบริษัท ธุรกิจหลากหลาย (Conglomerate) ยกระดับไปสู่สินค้านวัตกรรมเพื่อรองรับโลกแห่งอนาคต

โดยมี 4 สินค้านวัตกรรมที่สร้างรองรับสังคมในอนาคต ประกอบด้วย สินค้าเพื่อสูงอายุ (Elder care),สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Solution) ,บ้านประหยัดพลังงานระบบปิด (Heim) รวมถึง บ้านโลกอนาคตที่เป็นระบบเปิด (The Nest)

หัวใจสำคัญคือการหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรให้มองเห็นเป้าหมายเดียวกันที่สร้างวัฒนธรรม อุดมการณ์ 4 ประกอบด้วย ตั้งมั่นในความเป็นธรรม ,มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ ,เชื่อมั่นในคุณค่าของคน และถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้พนักงานคิดค้นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจยั่งยืน และมีความเป็นจิตอาสา

วิสัยทัศน์หลังปี 2015 ครบกำหนดเป้าหมายธุรกิจยั่งยืนแห่งอาเซียน เอสซีจีวางแผนภาพลักษณ์แบรนด์ต่อยอดจากเดิมที่ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง เพราะปักธงให้ได้ในทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน พร้อมกันเพิ่มการทำงานเชิงรุกด้วยการพัฒนาวัฒนธรรมแบบเปิด และความท้าทาย เพื่อหล่อหลอมให้คนเอสซีจีพร้อมเป็นร่วมทัพในการรุกเข้าสู่ตลาดอาเซียน

“วิสัยทัศน์เป็นผู้นำธุรกิจยั่งยืนในอาเซียน ที่เราใช้ชื่อนี้ร่วมกันได้เพื่อผลักดันอนาคตปูทางสู่ตลาดอาเซียนให้ครบและขยายไปสู่โกลบอลแบรนด์ โดยการใช้เอสซีจี ปักธงเป็นแบรนด์องค์กร และในแต่ละประเทศก็ใช้ตราช้าง เข้าสู่ผู้บริโภคในแต่ประเทศอาเซียน ที่มีภาษาเรียกแตกต่างกันไป"