วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้ปรับเกณฑ์รับพรบ.ค้ำประกัน

แบงก์พาณิชย์ ชี้"กฎหมายค้ำประกันใหม่" ควรปรับปรุงเกณฑ์ให้เอื้อต่อธุรกิจ ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

เตรียมหารือธปท. ขณะออมสินรับมีผลกระทบ เตรียมแก้สัญญาเงินกู้ใหม่ ขณะบสย. ระบุเอสเอ็มอีรายย่อย กระทบหนัก เหตุแบงก์เข้มงวดปล่อยกู้ เข้าถึงแหล่งเงินยากขึ้น คาดหลังก.ม.บังคับใช้ต้นปีหน้า แบงก์เลือกฟ้องร้องแทนประนอมหนี้ ส่งผลคดีพุ่ง

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ว่าด้วยการลดภาระของผู้ค้ำประกัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ก.พ. 2558 ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ประเมิน เอสเอ็มอี จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยากขึ้น หากไม่มีการแก้ไข หรือปรับเกณฑ์ การพิจารณาสินเชื่อ

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่ากฎหมายลดภาระผู้ค้ำประกันฉบับใหม่นี้ ควรปรับปรุงบางส่วน เพื่อเสริมให้การทำธุรกิจคล่องตัวขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ แต่หมายถึงการทำธุรกิจในภาพรวมของทั้งประเทศ โดยควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น หรือผู้ประการควรจะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินที่ก่อขึ้นทั้งจำนวน

"สิ่งที่ธนาคารเป็นห่วงขณะนี้ คือ ผู้ประกอบการ อาจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น เพราะสถาบันการเงินมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในเรื่องของผู้ค้ำประกัน ทำให้ต้องพิจารณามากยิ่งขึ้นว่า ควรจะให้เงินไปหรือไม่ แต่ธนาคารต้องพยายามปรับตัว เพื่อให้การทำธุรกิจไม่สะดุด และกฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่นี้ หากไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้ อาจก่อให้เกิดปัญหาในภาพรวมได้ เพราะเงินที่อยู่ในสถาบันการเงินเป็นเงินของคนหลายๆ คน" นายปรีดี กล่าว

"ลูกค้า-ผู้ค้ำ"ได้รับคุ้มครองมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับว่า จะมองจากมุมไหน หากมองด้านลูกหนี้ก็เป็นเรื่องดี เพราะลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน จะได้รับความคุ้มครองมากยิ่งขึ้น เช่น ในส่วนที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ค้ำระบุหนี้ที่ต้องรับผิดชอบให้ชัดเจนว่าอยู่แค่ในส่วนไหน ทำให้ผู้ค้ำประกัน มีความเสี่ยงน้อยลง หรือในมุมของธนาคารพาณิชย์ ก็มีบทบาทในฐานะผู้ค้ำประกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ หากเข้าเกณฑ์ที่ทำให้ธนาคารหลุดพ้นจากการเป็นลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกัน

นายปรีดี กล่าวต่อว่า แม้กฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบอยู่พอสมควร เพราะมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่หลายฝ่าย หากมองในมุมฝ่ายที่มีหน้าที่ในการปรับแก้กฎหมาย จะคิดว่า กฎหมายฉบับนี้เหมาะสมแล้ว เพราะข้อกฎหมายเกิดประโยชน์กับกลุ่มลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันตามที่ต้องการ ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อกฎหมายให้ได้

กระทบเอสเอ็มอีในการเข้าถึงแหล่งเงิน

ด้านนายอุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กฎหมายลดภาระผู้ค้ำประกันฉบับใหม่นี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในเรื่องความสามารถการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะเอสเอ็มอีส่วนมากเป็นธุรกิจที่เพิ่งเกิดใหม่ ทำให้ความแข็งแกร่งของธุรกิจยังไม่มากพอ

รวมถึงยังมีแหล่งเงินทุนหมุนเวียนไม่มากพอ และที่สำคัญเมื่อมีความเสี่ยงว่า อาจไม่สามารถเรียกเก็บหนี้จากผู้ค้ำประกันได้เช่นเดิม ทำให้สถาบันการเงิน จะไม่สามารถให้สินเชื่อได้ตามที่ต้องการ

เล็งปรึกษาธปท.ถึงผลกระทบ

"หากปรับปรุง ควรปรึกษาถึงผลกระทบด้านต่างๆ กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง และผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องนำกฎหมายมาเป็นแนวปฏิบัติ แนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาจจะให้ผู้ค้ำประกันเปลี่ยนมาเป็นผู้กู้ร่วมแทน แต่ไม่มั่นใจว่า จะมีผู้ค้ำมากแค่ไหน จะยอมเปลี่ยนมาเป็นผู้กู้ร่วม ส่วนทางแก้อื่นๆ นอกเหนือจากนี้ต้องรอให้พิจารณากันอีกครั้ง" นายอุดมศักดิ์ กล่าว

ขณะที่บางส่วนอาจมองว่า ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ยังมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำหน้าที่ในการรองรับอยู่ แต่ในความเป็นจริง บสย. มีภาระค่าใช้จ่ายอยู่มาก บสย. จึงเป็นทางแก้ที่ช่วยเหลือได้เพียงเล็กน้อย

ออมสินปรับสัญญาเงินกู้ใหม่

ด้านนายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่าสั่งให้ฝ่ายกฎหมายเร่งศึกษารายละเอียด และดูว่ามีผลกระทบต่อลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคาร เช่น โครงการธนาคารประชาชนที่ปล่อยกู้ให้พ่อค้าแม้ค้าเกือบ 100% ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน เพราะเป็นกลุ่มที่กู้เงินวงเงินไม่สูงนัก และไม่มีหลักทรัพย์อื่นมาค้ำประกัน

"น่าจะมีกลุ่มลูกค้าที่เข้าข่ายใช้บุคคลค้ำในการขอสินเชื่อ 25-30% หรือเป็นเงินเกือบ 5 แสนล้านบาท ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคาร ที่มีอยู่ 1.8 ล้านล้านบาท ต้องดูว่าสัญญาเดิมจะกระทบอย่างไรหรือไม่ ต้องปรับปรุงแก้ไขสัญญาเงินกู้ใหม่หรือไม่ เพื่อไม่ให้แบงก์ได้รับผลกระทบกรณีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น"

นายธัชพล กล่าวว่าต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่ โดยจะเน้นปล่อยกู้ลูกหนี้ที่มีหลักประกันมากขึ้น และใช้คนค้ำประกันน้อยลง หรืออาจปรับให้ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วมในสัญญาด้วย ซึ่งแบงก์ต่างๆ น่าจะปรับตัวไปตามนี้เช่นกัน

"กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำมากขึ้น ทำให้แบงก์ต้องปรับตัวให้สอดรับกับกฎหมายใหม่ ซึ่งน่าจะปรับตัวได้ทันกฎหมายบังคับใช้ แต่จะไม่เข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้น แต่ปรับกระบวนการพิจารณา โดยต้องดูความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้มากขึ้น และเป็นหน้าที่ของแบงก์ในการช่วยให้คนกลุ่มนี้ เข้าถึงสินเชื่อของธนาคาร"

ไม่กังวลชาวนาเป็นลูกหนี้ร่วม

ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเร่งตรวจสอบร่างกฎหมายใหม่ละเอียด เพื่อดูว่าจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่มีผลต่อการให้สินเชื่อกับเกษตรกรไม่มากนัก เพราะปกติสินเชื่อของลูกค้าที่เป็นเกษตรกรจะใช้ระบบค้ำประกันกลุ่มไขว้กันไปมา ซึ่งทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเป็นทั้งผู้กู้และผู้ค้ำ

ส่วนลูกค้าที่ใช้บุคคลค้ำประกันรายบุคคล จะได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่ธนาคารดำเนินการไปก่อนหน้านี้ และการให้สินเชื่อสำหรับบุคลากรภาครัฐ หรือสินเชื่อสวัสดิการ ซึ่งรวมกันมีประมาณ 25% ของพอร์ตสินเชื่อรวม 1.2 ล้านล้านบาท

เตรียมถกแบงก์ชาติหาทางออก

ส่วนนี้ยอมรับว่า ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะจะมีผลกระทบในทางปฏิบัติไม่น้อย ขณะนี้กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ หากมีปัญหาเชื่อว่ากระทรวงการคลัง จะหาทางออกให้แบงก์รัฐ โดยเร็วๆ จะมีการหารือกับธปท. ในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อในภาพรวม ซึ่งอาจส่งผลต่อการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อยและมีผลต่อระบบเศรษฐกิจตามมา

"ธ.ก.ส.จะเน้นให้กลุ่มสมาชิกค้ำประกัน หากมีปัญหาต้องช่วยกันแก้ไข และรายใดมีปัญหาจริง จะเน้นเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้ามากกว่าจะไปไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำ แต่ธ.ก.ส.ต้องปรับการทำงาน หรือจัดทำสัญญาเงินกู้ให้สอดรับกับกฎหมายใหม่ด้วย" นายลักษณ์กล่าว

เน้นใช้อสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน

ขณะที่นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่าเอสเอ็มอีแบงก์มีผลน้อยเพราะการปล่อยสินเชื่อไม่มีความซ้ำซ้อน หรือมีธุรกรรมที่หลากหลายเหมือนแบงก์พาณิชย์

"หากเป็นกลุ่มที่วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายเล็กๆ เช่น โอท็อป เอสเอ็มอี ตามต่างจังหวัดที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะใช้ บสย. เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารมีข้อตกลง หรือเซ็นเอ็มโอยูไว้แล้ว แต่หากเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดกลาง หรือวงเงิน 15 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเรียกหลักทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกัน อาจเป็นของเจ้าของกิจการเอง จึงไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลค้ำประกันเพิ่มเติม เพราะส่วนใหญ่มูลค่าอสังหาฯ คลอบคลุมวงเงินที่ปล่อยกู้ หากลูกค้ามีปัญหาการชำระหนี้ สามารถยึดหลักประกัน และนำมาขายทอดตลาดได้ต่อไป" นางสาลินีกล่าว

คาดผลกระทบ"รายย่อย"

นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าว ออกมาเพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกัน ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ.นี้โดยตรง

ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นลูกหนี้ โดยเฉพาะรายย่อย ที่ส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกัน ยังใช้การค้ำประกันของบุคคล หลังจาก พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ธนาคารจะพิจารณาการปล่อยเงินกู้เข้มงวดขึ้น เพราะมูลค่าของหลักประกันจะด้อยลง ขณะที่การทำงานยากขึ้นในการใช้คนค้ำประกันตามกฎหมายใหม่ เชื่อส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีรายย่อยจำนวนมาก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นชัดเจน สำหรับลูกหนี้ของธนาคารที่มีปัญหาแล้ว เกิดผิดชำระหนี้ มองว่าธนาคารจะเลือกฟ้องร้องมากกว่าการเจรจาประนอมหนี้

"กรณีถ้าเป็นหนี้แล้ว เกิดชำระไม่ได้ต้องปรับโครงสร้างหนี้ เช่น เป็นหนี้อยู่ 1 ล้านบาท ไปขอเจรจาประนอมหนี้ แจ้งว่าจ่ายได้แค่ 8 แสนบาท ในอดีตหากเกิดสะดุดไม่สามารถชำระหนี้ได้ หนี้จะกลับไปอยู่ที่ 1 ล้านบาทเหมือนเดิม แต่ในกฎหมายใหม่ ผู้ค้ำจะรับเพียง 8 แสนบาทเท่านั้น เชื่อว่าจะทำให้ธนาคารเลือกฟ้องร้อง มากกว่าเจรจาประนอมหนี้ ทำให้จะเกิดการฟ้องร้องในศาลเพิ่มมากขึ้น"

บสย.ปรับเกณฑ์ค้ำฯภายใต้ก.ม.ใหม่

ขณะที่ บทบาทของบสย. ต้องช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น โดยการค้ำประกันให้กู้เงินในระบบกับทางธนาคารได้ เพื่อให้ดำเนินภารกิจต่อไปได้ บสย.จึงได้ให้ฝ่ายกฎหมายศึกษา เงื่อนไขหลักเกณฑ์ ภายใต้กฎหมายใหม่ ว่าจะยกเว้นหรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆ ให้ง่ายขึ้นกับทางธนาคารได้หรือไม่ เพื่อให้มาใช้บสย.เป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอีได้มากขึ้น

"เราสามารถตกลงกันระหว่าง บสย.กับธนาคารได้ว่า คุณเคลมได้ทันที เพราะขั้นตอนเรียกเก็บเงินจาก บสย.ชัดเจนอยู่แล้ว คือ ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ได้ เราจะจ่ายให้ภายใน 30 วัน เราเป็นหน่วยงานของรัฐ มีเงินมาจ่ายให้ธนาคาร ถ้าปรับเงื่อนไขให้ง่ายขึ้น จะสร้างความเชื่อมั่นให้ธนาคาร ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีได้มากขึ้น"

พลิกหาผู้กู้ร่วม"เวนเจอร์ แคปปิตัล"

ด้านนายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน และเลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า ในอีกด้านหนึ่ง หลังพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เงินกู้จากธนาคารเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอี เนื่องจากปัจจุบันยังมีทางเลือกอื่น เช่น การหาผู้ร่วมทุน ในรูปแบบ venture capital (VC) ซึ่งได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ เพราะยังมีกลุ่มคนมีเงินที่อยากลงทุนในธุรกิจ แทนการฝากเงินธนาคารหรือเล่นหุ้น สามารถเป็นทางเลือกให้กับเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมได้