เมื่อก่อนเราโปรโมทคนเก่งขึ้นเป็นผู้บริหาร แต่ก็เฟลเพราะเขาไม่ชอบบริหารคน เราต้องมีเส้นทางให้เขาเติบโตได้
ซีดีจี จะต้องติดอันดับ 1 ใน 10 องค์กรชั้นนำแห่งอาเซียนที่คนต้องรู้จัก เห็นได้ชัดว่าต้องการขยับขยายกว้างไปกว่ารั้วประเทศไทย แต่ที่สุดของที่สุดก็คือเป้าหมาย "ความยั่งยืน"
นี่คือวิสัยทัศน์ที่เกิดจากการระดมสมองของคนทั้งกลุ่มบริษัทซีดีจีที่มีอยู่ราว 1,300 ชีวิต คำถามก็คือ เพื่อรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในเร็วๆ นี้หรือไม่
"นาถ ลิ่วเจริญ" ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ซีดีจี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่โลกเราเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เมื่อสองปีที่ผ่านมา ซีดีจี กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่สัญชาติไทยจึงทำการปรับปรุงวิสัยทัศน์เสียใหม่ โดยมุ่งเน้นมองไปในระยะยาว
พร้อมได้กำหนด core value หรือ ค่านิยม ให้พนักงานทุกคนยึดถือเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน มีชื่อว่า "ICTDD" ซึ่งแต่ละตัวอักษรก็มีความหมายดังต่อไปนี้
I-Innovation ทุกลมหายใจเข้าออกของพนักงานซีดีจีคือนวัตกรรม
C-Caringดูแลใส่ใจคน 180 องศา ทั้งเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคม
T-Trustworthyเป็นที่ไว้วางใจ น่าเชื่อถือ พึ่งพอได้
D-Dynamicขาดไม่ได้เมื่ออยู่ในธุรกิจไอซีทีต้องอาศัยความรวดเร็ว มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
D-Determinationต้องมีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในการสร้างผลลัพธ์ความสำเร็จ
นาถบอกว่า เมื่อทุกอย่างมีความชัดเจน จากนั้นซีดีจีก็ค่อยๆ ปรับทุกองคาพยพภายในองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ข้างต้น แต่ที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษหนีไม่พ้นเรื่อง "คน"
"หากพูดถึงเรื่องความสามารถในการแข่งขัน สำหรับธุรกิจเราไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ แต่ที่เป็นหลักก็คือ ความรู้ของคน รวมถึงการทำให้คนทำงานกันเป็นทีม เพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ทำให้เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นการทำให้ความสามารถของเราสูงกว่าชาวบ้าน หรือเทียบระดับโลก หรือก้าวให้ทันเทคโนโลยี และก้าวให้ทันโลกได้ ก็ต้องพัฒนาคนของเรา"
กลยุทธ์ในการบริหารคนของซีดีจี มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. นวัตกรรม ( Innovative HR) 2.ความยืดหยุ่น (Dynamic HR) 3. องค์กรแห่งการเรียนรู้ ( Learning Organization) และ 4. วัฒนธรรมองค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovation Culture) ที่แน่นอนว่าแต่ละข้อต้องเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับค่านิยม "ICTDD"
ความหมายของข้อแรก ก็คือ การนำเอาไอทีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารคนทั้งการคัดเลือก การพัฒนา และการรักษาคน
เริ่มจากการสรรหา สกรีนพนักงานที่ใช่ ซึ่งไอทีช่วยทำให้ซีดีจีมีการสัมภาษณ์งานโดยไม่ต้องมีการเดินทาง ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างเห็นหน้าค่าตาสามารถโต้ตอบกันแบบสดๆ อย่างไรก็ตาม พนักงานของซีดีจีถึง 80 % เป็นเทคนิคอล พวกวิศวกร โปรแกรมเมอร์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ซึ่งในท้องตลาดมีดีมานด์สูง ทว่าซัพพลายกลับต่ำ
"ในการคัดเลือกคน เราจะดูพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ทำงาน และทัศนคติ อุปนิสัยใจของเขาว่าจะเข้ากับองค์กรเราได้หรือไม่ ในปัจจุบันซีดีจีไม่ได้รับเฉพาะคนไทยเท่านั้น เราขยายธุรกิจไปประเทศแถบอาเซียนทำให้เรารับคนของประเทศนั้นๆ มาเป็นพนักงานด้วย"
เมื่อรับคนเข้ามาแล้วต้องมีการพัฒนาต่อ ซีดีจีนำไอทีมาใช้จัดการความรู้ (Knowledge Management) ด้วย "คลาวด์" นั้นสามารถใช้จัดเก็บกรณีความสำเร็จ หรือความรู้ที่มีคุณค่า ให้พนักงานคนอื่นได้นำไปใช้ต่อ และยังมี "ระบบอีเลิร์นนิ่ง" เพื่อให้พนักงานของบริษัทที่อยู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศสามารถล็อกอินเข้าไปศึกษาด้วยตัวเองอีกด้วย
ในขั้นตอนการรักษาคน ซีดีจี ได้นำ "โมบาย แอพพลิเคชั่น" มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสร้างความผูกพันพนักงานไว้กับองค์กร หรือ Employee engagement
" แอพฯนี้ทำให้พนักงานมีความใกล้ชิดกัน และใกล้ชิดกับบริษัทด้วย เพราะภายในแอพฯ จะมีโปรไฟล์ ชื่อเล่น เบอร์โทร อีเมลของของพนักงานแต่ละคน รวมถึงข่าวสารต่างๆ และบริษัทยังพัฒนาโปรแกรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถทำงานที่ไหน อย่างไรก็ได้ ซึ่งทุกๆ เรื่องที่เราทำนั้นล้วนมาจากสิ่งที่พนักงานนำเสนอ แนะนำขึ้นมาทั้งสิ้น"
ข้อที่สอง ความยืดหยุ่น องค์กรอายุ 46 ปีอย่างซีดีจีจะมีพนักงานถึง 3 เจนเนอเรชั่นที่ทำงานร่วมกัน คือ เบบี้บูมเมอร์ ,เจนเอ็กซ์ และเจนวายซึ่งในปัจจุบันมีมากถึง 50 % ของจำนวนพนักงานทั้งหมดแล้ว
"องค์กรเราจะสามารถตอบสนองทุกเจนเนอเรชั่นได้ ต้องอาศัยการบริหารคนด้วยความยืดหยุ่น จะเคร่งครัดมากๆ ไม่ได้เหมือนเช่นในอดีต ประการสำคัญคนเจนวายเองก็ไม่อยู่นิ่ง มักเปลี่ยนที่ทำงานเพื่อแสวงหางานที่ใช่อยู่เสมอ"
ซีดีจีมีการปรับเรื่องการให้ผลประโยชน์ที่มีความยืดหยุ่นขึ้น เช่น ให้พนักงานมีโอกาสเลือกกองทุน และประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง พร้อมสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมภายในองค์กร ให้สบายและเป็นกันเองมากขึ้น เช่น มีสถานที่ออกกำลังกาย มีสวนลอยฟ้าให้พนักงานได้พักผ่อน พบปะ พูดคุยกัน ฯลฯ
ประการสำคัญได้สร้าง Career Path เพื่อทำให้คนสามารถเติบโตได้ เนื่องจากมีคนบางคนไม่ชอบเป็นผู้บริหาร แต่ต้องการเดินในสายงานของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
"เมื่อก่อนพอเรามีคนเก่ง ก็โปรโมทเขาขึ้นมา แต่แล้วก็เฟลเพราะเขาไม่ชอบบริหารคน แต่บริษัทบังคับให้ทำ เราต้องให้เขามีสิทธิได้เลือก ในเส้นทางที่ไม่ตันและมีสิทธิ์โตมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าผู้บริหาร"
ข้อที่สาม การเป็นองค์แห่งการเรียนรู้ ซึ่งสโลแกนของซีดีจี ก็คือ "The Power of Wisdom"
"ความหมายของปัญญามันมากกว่าความรู้ และความเชี่ยวชาญ มิติคำว่าปัญญามันกว้าง และมันอยู่ที่ตัวบุคคล ที่ต้องรู้รอบ รอบรู้ให้กว้างขึ้น สิ่งที่บริษัททำก็คือ เชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงด้านต่างๆ มาพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานของเราได้ฟังในทุกๆ ปี วิธีนี้จะช่วยพัฒนาบุคลากรในอีกด้านที่ต่างไป"
องค์กรแห่งนี้ ยังมี Throat Master Club สนับสนุนให้พนักงานพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ และการพูดภาษาอังกฤษในที่สาธารณะ
องค์กรแห่งนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการโดยคัดเลือกจากคนที่ทำงานแผนกเดียวกันเช่น ฝ่ายขายที่ใน 5 บริษัทในเครือต่างมีอยู่เช่นเดียวกันได้มาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
" มันเป็นการเชื่อมคนในแนวขวาง ให้คนได้มาแชร์กัน ได้ช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดความใกล้ชิดซึ่งกันและกัน"
และอีกเรื่องหนึ่งที่ ซีดีจีวางแผนจะทำในต้นปีหน้าก็คือ โครงการ Determination Run ที่ผู้บริหารระดับผู้จัดการขึ้นไปมาร่วมวิ่งในระยะทาง 10 กิโลเมตร นาถบอกว่า เรื่องนี้จะสอดคล้องกับค่านิยมของบริษัทที่ต้องการให้คนมีความมุ่งมั่น ด้วยการทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และอาจมองว่าเป็นสิ่งที่ไปไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไรที่สุดมันจะต้องเป็นไปได้
ข้อสุดท้าย การสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ซีดีจีพยายามโปรโมทมาได้พักใหญ่ๆ แล้ว โดยให้พนักงานขององค์กรส่งไอเดีย ความคิดเข้าประกวดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ การบริการ ตลอดจนกระบวนการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ
แม้จะออกแรงปรับปรุงเรื่องการบริหารคนไปมากมาย อย่างไรก็ตาม นาถ บอกว่าเรื่องของคนยังมีความท้าทายอยู่มาก ที่น่าเป็นห่วงก็คือ การหลงสนุกไปกับโลกโซเชี่ยลของคนในยุคปัจจุบันหลงลืมการใฝ่เรียนรู้ ซึ่งตัวเขาเองยอมรับว่าทุกวันนี้ก็อ่านหนังสือน้อยลง ซึ่ง "ทอม ปีเตอร์ส" ก็เคยกล่าวว่าเปอร์เซ็นต์ในการเรียนรู้ของคนระดับซีอีโอลดน้อยลงมากเช่นกัน...แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ปรมาจารย์ด้านการบริการจัดการ ท่านนี้ฟันธงไว้ว่า "change or die" หากไม่เปลี่ยนก็คงไม่รอด คนเราหากไม่เรียนรู้ ไม่มีการพัฒนาก็คงไม่รอด









