วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ม.หอการค้าแนะเร่งปรับตัวชี้5ปีส่วนแบ่งตลาดจีนวูบ

ม.หอการค้าแนะเร่งปรับตัวชี้5ปีส่วนแบ่งตลาดจีนวูบ ประเมินส่งออกรวมปีหน้าโต 4% ชี้เศรษฐกิจยุโรป-ญี่ปุ่นยังทรุด

“ม.หอการค้าไทย” ประเมินไทยสูญส่วนแบ่งตลาดส่งออกไปจีนอีก 5 ปี มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท ระบุ กลุ่มอาเซียนใหม่ขึ้นชั้นเบียดตลาด กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี สิ่งทอและข้าว มีโอกาสส่วนแบ่งตลาดลดลงสูงสุด แนะศึกษาพฤติกรรมตลาดรายมณฑล-สร้างศูนย์กระจายสินค้า -รักษาคุณภาพ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง “บทวิเคราะห์การแข่งขันสินค้าไทยและอาเซียนในตลาดจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า” ว่า จากการศึกษาการส่งออกสินค้า 14 รายการที่ไทยและอาเซียนส่งออกไปจีน พบว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี2558-2562 ) ส่วนแบ่งตลาดของไทยหายไป 1.0% จากก่อนภาษีเป็น 0% (2538-2552) หรือมีมูลค่าการส่งออกหายไปเฉลี่ย 3.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.179 แสนล้านบาทต่อปี

สาเหตุสำคัญมาจากการเสียส่วนแบ่งตลาดให้ประเทศอาเซียนใหม่ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จากส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง โดยปัจจุบัน (2553-2557) มาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 31% รองลงมาคือไทย 20% และอินโดนีเซีย 15.5% แต่ในช่วง 5 ปีข้างหน้าส่วนแบ่งตลาดจะเปลี่ยนไป โดยกลุ่มอาเซียนใหม่จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ กัมพูชา เพิ่มเป็น 0.2% จาก 0.1% ลาว 1.3% จาก 0.4% พม่า 4.6% จาก 0.9% เวียดนาม 10.1% จาก 6.8%

โดยสินค้าที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 1.98 แสนล้านบาท รองลงมา คือ อัญมณีมูลค่า 2.56 หมื่นล้านบาท สิ่งทอ 1.75 หมื่นล้านบาท ข้าวมูลค่า 1.46 หมื่นล้านบาท กระดาษ มูลค่า 3.3 พันล้านบาท

ส่วนสินค้าที่อีก 5 ปีข้างหน้าจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางและผลิตภัณฑ์ มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท มันสำปะหลัง มูลค่า 1.45 หมื่นล้านบาท อาหารแปรรูป มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ผลไม้ มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท

“สินค้าที่จะเสียความสามารถการแข่งขันในจีนเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากอาเซียนด้วยกัน ซึ่งได้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอ เหมือนๆ กันในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้นที่ไทยจะแข่งขันกับสินค้าประเทศอาเซียนใหม่ได้น้อยลง ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีก็จะแข่งขันสู้มาเลเซียไม่ได้ ” นายอัทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนพบว่า อีก 5 ปีข้างหน้าประเทศในกลุ่มอาเซียนจะขาดดุลการค้าจีนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือ 9.75 แสนล้านบาทต่อปี จากทิศทางที่อาเซียนจะนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น โดยปี 2553 อาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 14.9% นำเข้า มูลค่า 1.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 19.8% ขณะที่ปี 2562 ส่งออก 3.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.7% นำเข้า 3.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.4%

ประเทศในอาเซียนที่ส่งออกไปจีนสูงสุดคือมาเลเซีย มูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือไทย มูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซีย มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า แม้มาเลเซียจะยังเป็นอันดับหนึ่งที่ส่งออกไปจีนสูงสุด แต่มูลค่าการส่งออกจะลดลงเหลือ 1.69 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับที่ 2 จะเป็นอินโดนีเซีย มูลค่า 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทย จะเป็นอันดับที่ 4 มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม จะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น

นายอัทธ์ กล่าวอีกว่า เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไทยไว้ผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและรสนิยมรายมณฑลของจีน เพราะปัจจุบันเอสเอ็มอียังผลิตสินค้าตามใจตัวเอง ด้านภาครัฐควรตั้งศูนย์กระจายสินค้าตามเมืองสำคัญๆ ของจีน และการปรับรูปแบบการทำตลาดเชิงลึก เช่น การทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์เป็นภาษาจีนให้มากขึ้น

สำหรับภาพรวมการส่งออกปี 2557 คาดว่าจะขยายตัว 1% หรืออาจต่ำกว่านั้น ขณะที่การส่งออกปี 2558 คาดว่าจะขยายตัว 4% แต่ยังต้องระมัดระวังปัจจัยตลาดสำคัญ ได้แก่ ยุโรปที่ไม่มีสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว เช่นเดียวกับญี่ปุ่น และปัจจัยที่สิ้นเดือน ธ.ค. 2557 ไทยจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากยุโรปอีก รวมถึงปัจจัยราคาสินค้าเกษตรที่พบว่ายังทรงตัวระดับต่ำ โดยแนวทางการส่งออกปีหน้ายังต้องเน้นการหาแหล่งผลิตที่มีสิทธิพิเศษทางภาษีมาชดเชย ส่วนที่ไทยเสียไป เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม และเน้นการใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ให้มากขึ้น