วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดันแพ็คเกจ'ลดดอกเบี้ย-ภาษี'

คลังเตรียมประกาศของขวัญปีใหม่-ช่วยรายย่อย-เอสเอ็มอี ดันแพ็คเกจ "ลดดอกเบี้ย-ภาษี"

คลังเตรียมออกแพ็คเกจมาตรการของขวัญปีใหม่ แก่คนไทยและผู้ประกอบการรายย่อยภายใน 3 สัปดาห์ เชื่อเป็นมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยันไม่ก่อหนี้ ครัวเรือนเหมือน รถยนต์คันแรก สั่งแบงก์รัฐลดดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อย เร่งจัดตั้ง"นาโนไฟแนนซ์" ยอมสูญปีละกว่าหมื่นล้านบาทขยายเพดานลดภาษีนิติบุคคลเอสเอ็มอี "สมหมาย"ดันพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าครม.ต้นปีหน้า

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างสรุปและรวบรวมแพ็คเกจมาตรการ ที่จะประกาศเร็วๆนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ให้กับคนไทย โดยเน้นไปที่รายย่อยทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ คาดว่าจะประกาศมาตรการต่างๆได้ภายใน 3 สัปดาห์ นอกเหนือจากเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้วเชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าด้วย

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่ามาตรการต่างๆที่จะออกมา จะเป็นแพ็คเกจใหม่โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเชื่อว่ามาตรการที่จะออกมาใหม่จะไม่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะนำไปสู่การก่อหนี้ภาคครัวเรือนเหมือนกับโครงการรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรกของรัฐบาลชุดก่อนแน่นอน

แบงก์รัฐขอเวลา2สัปดาห์ออกมาตรการ

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ออกมาจะดำเนินการผ่านมาตรการทางด้านการคลังทั้งหมด โดยในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินของรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เชิญตัวแทนจากแบงก์รัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มาหารือถึงมาตรการที่จะสนับสนุนแพ็คเกจดังกล่าวแล้ว

"ธนาคารเขาขอเวลาอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อเสนอสรุปความช่วยเหลือ ที่สามารถดำเนินการได้ทันที หนึ่งในนั้นกระทรวงการคลังคาดหวังว่า ธนาคารออมสิน จะเสนอลดอัตราดอกเบี้ยโครงการธนาคารประชาชน ปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน จะลดลงเหลือ 0.50% ต่อเดือน" แหล่งข่าว กล่าว

ส่วนมาตรการทางด้านภาษีนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า มีแนวทางที่จะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีรายได้น้อยกว่า 30 ล้านบาท จัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ยกเว้นภาษีรายได้สุทธิตั้งแต่ 0 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท รายได้สุทธิเกินกว่า 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา15% ส่วนที่มีรายได้สุทธิเกินกว่า 1 ล้านบาท ต้องเสียภาษีในอัตรา 20% เท่ากับบริษัทนิติบุคคลรายใหญ่

ขยายเพดานภาษีช่วยเอสเอ็มอี

แหล่งข่าว กล่าวว่ากระทรวงการคลังได้เตรียมขยายเพดาน การเสียภาษีจากรายได้สุทธิไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 15% ส่วนผู้ที่มีรายได้สุทธิที่เกินกว่า 3 ล้านบาทต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ส่วนนี้ กรมสรรพากรจะสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางของการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน หรือ Venture Capital วงเงิน 50,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน รวมถึงการตั้งกองทุนเพื่อเอสเอ็มอี โดย ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่แท้จริง จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านราย แต่มีการค้นพบเพียง 1 ล้านรายเท่านั้น การลงทะเบียนครั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอ ไม่ให้มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เพื่อให้เกิดการลงทะเบียนเป็นไปด้วยความสมัครใจ เพื่อรัฐบาลจะได้หามาตรการช่วยเหลือให้ถึงมือเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง

เข็นนาโนไฟแนนซ์ ลดกู้เงินนอกระบบ

สำหรับประชาชนรายย่อยนั้น กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการจัดตั้งบริษัทสินเชื่อขนาดย่อม หรือนาโนไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปี เพื่อลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบของประชาชนที่เสียอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อเดือนหรือประมาณ 60% ต่อปี และการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ปัจจุบันกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากหากนำ กอช.เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานประกันสังคม ทางสำนักงานประกันสังคมของบประมาณสนับสนุน 1,000-1,500 ล้านบาท กระทรวงการคลังจึงมีความคิดที่จะจัดตั้ง กอช.ขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่

ผุด"เงินโอน แก้จน คนขยัน"

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะโอนภาษีให้แก่คนจน Negative Income Tax หรือที่เรียกว่า เป็นนโยบาย "เงินโอน แก้จน คนขยัน" โดยกระทรวงการคลังจะไม่มีการขึ้นทะเบียนคนจนที่มีงานทำแต่รายได้ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 80,000 บาทต่อปี แต่คนเหล่านี้ต้องเดินเข้ามาติดต่อหน่วยงานที่กระทรวงการคลังจะกำหนดขึ้นในภายหลัง

ส่วนการส่งเสริมการลงทุน มีแนวทางให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค (International Trading Headquarter)โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับเงินได้จากการบริหารเงิน ประกันภัย การค้าและโลจิสติกส์ที่มีฐานรายได้ในต่างประ เทศ การให้สิทธิพิเศษด้านการทำงาน หรือ VISA work permits ระยะยาว สำหรับผู้ที่เข้ามาทำงานในไทยรวมถึงครอบครัว

ดันกม.ภาษีที่ดินเข้าครม.ต้นปีหน้า

ด้านนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการของขวัญปีใหม่ ยังไม่เรียบร้อยและอยู่ระหว่างการรวบรวม โดยยังเหลืออีก 2 มาตรการที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ส่วนพ.ร.บ.ภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง คาดว่า จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงต้นปี2558

นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการที่รัฐบาลให้ของขวัญกับกลุ่มเอสเอ็มอีโดยการขยายกรอบภาษีจากเดิม เชื่อว่าจะช่วยลดภาระให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ส่วนหนึ่ง เป็นแรงจูงใจในการดึงดูดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบเข้ามาในระบบมากขึ้น

แนะรัฐนิรโทษกรรมภาษีดึงเข้าระบบ

ทั้งนี้การดึงให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าระบบได้มากที่สุด จะต้องประกาศนิรโทษกรรมทางภาษีให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบมาก่อน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยากเข้ามาเสียภาษีถูกต้อง และเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่กังวลว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

ดังนั้นหากรัฐบาลไม่ไปคิดคำนวณภาษีย้อนหลัง จะทำให้กลุ่มเอสเอ็มอีที่อยู่ใต้ดินกลับขึ้นมาอยู่บนดินมากขึ้น และเสียภาษีถูกต้อง ซึ่งจะได้รับการ พัฒนาจากภาครัฐเต็มที่ ที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้เสนอแนวคิดนี้ให้กับรัฐบาลพิจารณาแล้วคาดจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้

ขอเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ

นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการจากรัฐบาล คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในระดับ 5-6%ต้องต่ำกว่าดอกเบี้ย ที่ธนาคารพาณิชย์คิดอยู่ในระดับ 9-10% การที่รัฐบาลมีนโยบายใช้เงินเก็บของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ อย่างบริษัทปตท.จำกัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ปกติเงินส่วนนี้จะเก็บไว้ในธนาคารพาณิชย์ ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย

หากนำเงินส่วนนี้เบื้องต้น อาจจะใช้ 2,000-3,000 ล้านบาท ให้ธนาคารรัฐเป็นผู้บริหารปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี น่าจะทำให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เจ้าของเงินก็จะได้รับดอกเบี้ย แนวทางนี้ภาครัฐไม่เสียรายได้

หวั่นมาตรการภาษีไม่เกิดประโยชน์

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธาน ส.อ.ท. สายงานส่งเสริมการค้าการลงทุนและสภาธุรกิจ กล่าวว่า การที่รัฐบาลให้ของขวัญเอสเอ็มอี โดยการลด ภาษีเป็นเรื่องที่ดี แต่ในภาวการณ์อย่างนี้ ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอย ขาดแคลนเงินทุน ไม่กำไรที่จะนำมาเสียภาษี ดังนั้นแม้รัฐบาลจะลดภาษีก็ไม่เกิดประโยชน์มากนัก

แนะรัฐตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอี

ดังนั้น สิ่งเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องขณะนี้ คือการที่ให้ภาครัฐตั้งกองทุน เพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการ นำไปลงทุน สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินงานของรัฐบาล การตั้งกองทุนเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เป็นของขวัญที่เอสเอ็มอีอยากได้

เตือนวิเคราะห์จุดอ่อน-แข็งให้ชัด

นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เป็นมาตรการที่ดีช่วยเอสเอ็มอี ที่มีทางเลือกจากการร่วมทุนที่หลากหลายด้าน มีโอกาสพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้ในอนาคต แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการหาเงินลงทุน

“ถือว่าเป็นมาตรการที่ออกมาถูกจังหวัด ตรงกับความต้องการเอสเอ็มอี ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจไม่ดี เอสเอ็มอีประสบปัญหากิจการชะลอตัวขาดเงินทุนหมุนเวียน"

นายสมเกียรติ กล่าวว่าควรมีการศึกษาการลงทุนให้ชัดเจน รวมถึงมาตรการจูงใจนักลงทุนเข้ามาร่วมทุนรวมทั้งผลดีผลเสียของโครงการ โครงการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพ

ด้านว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิริธรานนท์ รองกรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของเอสเอ็มอี มากที่สุดคือเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้นรัฐบาลออกมาตรการนี้มาตอบโจทย์ ความต้องการ จากเดิมที่ต้องใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน แต่วันนี้ไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน