อุบลฯนับถอยหลังสู่ศูนย์กลางเออีซี

อุบลฯนับถอยหลังสู่ศูนย์กลางเออีซี

อุบลราชธานี เป็นจังหวัดมีผู้ใช้บริการค้ำประกันสูงสุด วงเงิน 543 ล้านบาท รองมาเป็นร้อยเอ็ด 369 ล้านบาท

แม้จะไม่ได้เป็น 1 ใน 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามแผนงานเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ความได้เปรียบจากการมีพื้นที่ติดชายแดนเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและกัมพูชา ก็ถือเป็นศักยภาพสำคัญที่เอื้อให้จ.อุบลราชธานี เป็นประตูการค้าเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านได้

ประตูการค้าในภาคชายแดนของอุบลราชธานี อยู่ที่ ด่านช่องเม็ก ในอ.สิรินธร ซึ่งห่างจากตัวจังหวัด 90 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ติดต่อระหว่างไทยกับลาว และเป็นจุดผ่านแดนจุดเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สามารถเดินทางไปยังลาวผ่านการคมนาคมทางบก ต่างไปจากจุดอื่นที่มีลำนำโขงขวางกั้น

เส้นทางคมนาคมดังกล่าว จะเป็นถนนเชื่อมเข้าเขตลาว ไปสู่เมืองปากเซที่อยู่ห่างประมาณ 38 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายเอเซีย ที่อุบลราชธานีวางแผนที่จะเป็นเส้นทางเชื่อมจากเวียดนามไปยังพม่า โดยตัวจังหวัดเป็น"ศูนย์กลาง"สำหรับการพักรถในการเดินทางระหว่างประเทศ

สำหรับเส้นทางสายนี้ จะเริ่มจากดานัง เวียดนาม ผ่านจำปาสัก เขตลาว เข้าสู่ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา กรุงเทพฯ กาญจนบุรี และไปสิ้นสุดที่ทวาย ในพม่า

จากเดิมที่การขนส่งในเส้นทางนี้ จะต้องไปอ้อมแหลมมลายู ในทางตอนล่างของไทย ซึ่งต้องใช้เวลา14 วัน แต่เมื่อโครงข่ายการขนส่งทางบกสมบูรณ์แบบ ก็จะใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ ที่สินค้าจากดานัง เวียดนาม จะเดินทางไปถึงทวาย ของพม่า ผ่านประตูการค้าคือด่านช่องเม็ก

ดังนั้นการเชื่อมโครงข่ายขนส่งทางบก จึงเป็นตัวเร่งต่อการสร้างโอกาสให้กับอุบลราชธานี ที่จะมีฐานะของการเป็นจังหวัดศูนย์กลางเชื่อมโยงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในมิติของการรองรับเส้นทางเชื่อม 2 ฝั่งทะเล

"ผมเชื่อว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 จะเป็นการสร้างอัตราเร่งต่อการพัฒนาให้กับจังหวัด เพราะความได้เปรียบของอุบลราชธานี ซึ่งมีพื้นที่ชายแดน และด่านศุลกากรติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมตัวรองรับ และพัฒนาเพื่อยกตัวเองให้เป็นศูนย์กลางเออีซี" นายด่านศุลกากรช่องเม็ก กล่าว และว่า ที่เห็นได้ชัดเมื่อเปิดเออีซี จะไม่มีการเก็บค่าผ่านด่าน การคมนาคมขนส่งจะมีมากขึ้น

ด่านช่องเม็ก ถือเป็นหนึ่งในเขตการค้าชายแดนที่มีมูลค่าซื้อขายสูงมาก โดยคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี จะมีมูลค่าการค้าที่ด่านนี้กว่า 16,000 ล้านบาท หรือขยายตัวประมาณ 17% จากมูลค่าการค้าเมื่อปี 2556 ที่ 13,000 ล้านบาท

ภาคธุรกิจเอง ก็มีการเคลื่อนไหวเข้ามาลงทุนในอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่อง รวมถึง กลุ่มทุนใหญ่ อย่าง กลุ่มเซ็นทรัล ที่เข้ามาจัดสร้าง "ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี" ที่มีรูปแบบเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ โดยมีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 2,750 ล้านบาท ถือเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่รายแรกในจังหวัด และยังเป็นการเปิดฉากธุรกิจใหม่ในตัวจังหวัดด้วย

หลังจากการเข้ามาของเซ็นทรัลแล้ว ยังมีกลุ่มทุนธุรกิจห้างรายใหญ่ของไทยอีกหลายรายขยับตัวตามมา ซึ่งเชื่อได้ว่าความชัดเจนน่าจะมีในเร็ววันนี้ เพราะโดยภาพรวมแล้ว อุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่และมีประชากรที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงมากพอสมควร เมื่อบวกกับความสะดวกในการเดินทางของประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การที่จะมีห้างใหญ่เกิดขึ้นเพิ่ม จึงไม่นานเกินไปที่จะมองเห็นถึงการไหลบ่าเข้ามาของธุรกิจประเภทนี้

นอกจากทุนขนาดใหญ่แล้ว ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของอุบลราชธานี คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยหน่วยงานรัฐ อย่าง "บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม" หรือ บสย. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ก็เข้ามามีบทบาทในจังหวัดอุบลราชธานี โดยเปิดสาขาอุบลราชธานีขึ้นเป็นสาขาที่ 3 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อจากนครราชสีมาและอุดรธานี

นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจของบสย. เปิดเผยว่า การเปิดสาขาอุบลราชธานี เป็นสาขาที่ 3 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เพื่อให้เข้าถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด คือ ยโสธร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และ ร้อยเอ็ด

"ผมเชื่อว่าการเปิดสาขาอุบลราชธานี จะสามารถรองรับความต้องการผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น คาดว่าภายในสิ้นปี บสย.สาขาอุบลราชธานี จะมียอดค้ำประกันรวม 5 จังหวัด กว่า 2,000 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาใช้บริการค้ำประกันเพิ่มขึ้น 30% โดยสาขาอุบลราชธานี น่าจะตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดน"

นายวิเชษฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับผลการดำเนินงาน ในรอบ 9 เดือน นับถึงวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาของสาขาอุบลราชธานี ที่รับผิดชอบอยู่ 5 จังหวัดนั้น มีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขอใช้บริการค้ำประกัน รวม 667 ราย วงเงินค้ำประกันกว่า 1,444. ล้านบาท

อุบลราชธานี เป็นจังหวัดมีผู้ใช้บริการค้ำประกันสูงสุด วงเงิน 543 ล้านบาท รองมาเป็นร้อยเอ็ด 369 ล้านบาท และศรีสะเกษ วงเงิน 204 ล้านบาท ส่วนธุรกิจที่ใช้บริการค้ำประกันจากบสย.สูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.ภาคการผลิต-ภาคการค้า 2.อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม 3. กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค 4.ธุรกิจบริการ และ 5กลุ่มเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์

ขณะเดียวกัน การนับถอยหลังเข้าสู่เออีซี ทำให้ธุรกิจเอกชนเริ่มขับเคลื่อนเพื่อรองรับแนวทางนี้มากขึ้น

นายศักรินทร์ นุติพรรณ กรรมการผู้จัดการ หจก.บ้านแพ้วกรุ๊ป ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งและโครงข่ายโลจิสติกในจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เออีซี คือโอกาสที่นักธุรกิจจะต้องฉวยจังหวะ เพื่อเป็นพื้นฐานในการขยายธุรกิจ โดยในส่วนของ"บ้านแพ้วกรุ๊ป" ที่ทำธุรกิจขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค นมโรงเรียน และศูนย์จัดจำหน่ายและศูนย์กระจายสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีลูกค้าอยู่ กว่า 8,000 ราย

"ผมมองว่าลาวและกัมพูชา คือที่สำหรับการขยายธุรกิจส่งสินค้าอุปโภคบริโภคไป ลองดูแค่ตลาดชายแดนช่องเม็ก ก็จะเห็นได้ว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค และการเกษตร เติบโตขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10%"

นาย ศักรินทร์ ยังมองว่าพื้นที่อุบลราชธานี คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพราะอยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ ธุรกิจในเครือของบริษัท จึงเตรียมขยายตลาดในลาวและกัมพูชา ทั้งยอดขายในสินค้าเดิมและส่งสินค้าใหม่เข้าไปทำตลาด

"เอกชนคาดหวังกับเออีซีมาก ก่อนหน้านี้ การการค้ากับลาวและกัมพูชามีคนไปลงทุนทำแล้วประสบปัญหา เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจแต่ไม่มีกฎระเบียบ ดังนั้น เมื่อมีเออีซี ก็คือมีกฎระเบียบที่คุ้มครองนักธุรกิจไทยที่สามารถปล่อยเครดิตได้มากขึ้น ธุรกิจก็จะเติบโตตามมา ทำให้ผมกล้าที่จะวางเป้าหมายของยอดขาย จาก 500 ล้านบาทต่อปี เป็น 1,000 ล้านบาท ในอนาคตอันใกล้"

...................................................

3.5 หมื่นล้าน ขับเคลื่อน 5 เขตศก.

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ 6 ด่านชายแดน ระยะเร่งด่วน ตามแผนงานที่เสนอโดย คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร ได้วางกรอบใช้งบประมาณรวม 3.5 หมื่นล้านบาท สำหรับพัฒนาเส้นทางคมนาคม ท่าอากาศยาน เส้นทางรถไฟ ภายใต้แนวทางที่จะลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าตามด่านชายแดน

โครงการที่จะเกิดขึ้น อาทิ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เสนอให้ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ช่วงปี 2559-2561 วงเงิน 3,600 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางไทย-พม่า ขยายถนนทางหลวงเชื่อมตาก-แม่สอด เป็น 4 ช่องจราจร งบประมาณปี 2559 วงเงิน 1,400 ล้านบาท มีการสร้างอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานแม่สอด 35 ล้านบาท พร้อมกับนำพื้นที่สนามบิน 10 ไร่ เป็นสถานที่ตรวจและปล่อยสินค้าศุลกากร

ด้านการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอรัญประเทศ จ.สระแก้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่ระหว่างเร่งรัดปรับปรุงทางช่วงคลองสิบเก้า-ฉะเชิงเทรา-คลองลึก ระยะทาง 200 กิโลเมตร ที่จะแล้วเสร็จในปี 2559 และแผนเชื่อมต่อการเดินรถไฟไปถึงกัมพูชา ผ่านเส้นทางปอยเปต-ศรีโสภณ-พนมเปญ ในส่วนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตราด จะใช้งบประมาณ 900 ล้านบาท ขยายทางหลวงหมายเลข 3 ตราด-หาดเล็ก ตอน 2 จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 32 กิโลเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง

ส่วนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.มุกดาหาร จะใช้งบปี 2559 วงเงิน 5,400 ล้านบาท เพื่อขยายทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร ตามเส้นทางหลวงระหว่างประเทศจากตะวันออกไปตะวันตก และทางหลวง 12 บ้านนาไคร้-คำชะอี ของบ 59 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาสนามบินเลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้นจะมีการเสนอสร้างรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ในส่วนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา จ.สงขลา บริเวณด่านศุลกากรสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ จะใช้งบประมาณปี 2560 วงเงิน 23,900 ล้านบาท ใช้ก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงหาดใหญ่-สะเดา ระยะทาง 64 กิโลเมตร โครงการทั้งหมดนี้ ซึ่งแผนงานเหล่านี้จะถูกนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการต่อไป